การขยายพันธุ์พืชที่มีต้นแปลกไปจากต้นพืชทั่วๆ ไป (Propagation of Specialized Stem)
การขยายพันธุ์พืชที่มีต้นแปลกไปจากต้นพืชทั่วๆ ไป (Propagation of Specialized Stem) โดย นายสนั่น ขำเลิศมีพืชหลายชนิดที่ต้น (stem) มีลักษณะผิดไปจากต้นพืชที่พบเห็นทั่วๆ ไป และเรามักเรียกส่วนของต้นที่แปลกออกไปนี้เป็นชื่อต่างๆ แล้วแต่ ชนิดของพืช เช่น เรียกว่า หัว เหง้า แง่ง จุกตะเกียง ไหล เป็นต้น พืชที่มีลักษณะลำต้นดังกล่าวนี้ได้แก่ ว่านสี่ทิศ หน่อไม้ฝรั่ง ไผ่ มันฝรั่ง มันเทศซ่อนกลิ่นฝรั่ง และสตรอว์เบอรี เป็นต้น
ดอกว่านสี่ทิศ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
พืชประเภทหัว
พืชประเภทกอ (rhizomes)
พืชประเภทหัว
คำว่า "หัว" หมายถึง ส่วนของต้นพืชที่มีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษได้หลายคำ อาจหมายความถึง หัวที่เกิดจากกาบใบ (bulb) หัวที่เกิดจากต้น (tuber) หัวที่เกิดจากเหง้า (corm) และหัวที่เกิดจากราก (fleshyroot) ก็ได้
๑. หัวที่เกิดจากกาบใบ
หัวที่เกิดจากกาบใบ เป็นหัวของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่เกิดจากกาบใบห่อหุ้มกันเป็นก้อนมีขนาดเล็ก หรือใหญ่แล้วแต่ชนิดและความอ่อนแก่ของต้นพืชได้แก่หอมแดง หอมฝรั่ง ว่านสี่ทิศ ว่านแสงอาทิตย์เป็นต้น
ลักษณะโดยทั่วไปของหัวที่เกิดจากกาบใบ มีต้น (central axis) เป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ภายในหัว ปลายสุดของต้นเป็นยอดหรือตายอด (terminal growing point) ซึ่งเป็นจุดเจริญที่จะให้กำเนิดใบและดอก ส่วนที่โคนต้นหรือฐานราก (basal plate) เป็นที่ให้กำเนิดราก (adventive root) ต้นห่อหุ้มด้วยกาบใบ (leaf sheath) ที่เจริญติดต่อกันเป็นแบบก้นหอยซึ่งเป็นส่วนที่เก็บสะสมอาหาร ระหว่างกาบใบทุกๆ กาบ จะมีตาข้าง (axillary bud) ซึ่งสามารถจะเจริญเป็นหัวเล็ก (bulblets) ได้ หัวเล็กเมื่อโตเต็มที่เรียกว่าตะเกียง (offsets) หัวที่เกิดจากกาบใบมีอยู่ ๒ แบบ คือ
ก. หัวที่เกิดจากกาบใบอัดตัวกันเป็นชั้นด้านนอกจะมีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ และแห้ง (tunic)ส่วนกาบใบชั้นในจะหนาและอวบสด (fleshy) การจัดเรียงชั้นของกาบใบเรียงเป็นรูปก้นหอย เรียกหัวพวกนี้ว่า "หัวชั้น" (layer bulb) ได้แก่หัวของหัวหอม ว่านสี่ทิศ บัวสวรรค์ เป็นต้น
ข. หัวที่เกิดจากกาบใบห่อหุ้มต้นอย่างหลวมๆ และกาบใบเปลี่ยนรูปคล้ายเกล็ดปลา (scale) เรียกหัวพวกนี้ว่า "หัวเกล็ด" (scaly bulb) ได้แก่หัวของพืชพวกลิลี (lily)
เนื่องจากหัวประเภทในข้อ ข. ไม่มีชนิดของพืชที่เจริญได้ในบ้านเรา ดังนั้นการขยายพันธุ์พืชในที่นี้ จึงจะขอกล่าวเฉพาะหัวในพวก ก. เท่านั้น
ชีพจักรการเจริญของหัวประเภท "หัวชั้น"
ชีพจักรการเจริญของหัวประเภทนี้ พอจะแบ่งออกได้เป็น ๒ ระยะ
ก. ระยะการเจริญ
ข. ระยะการเกิดดอกและติดเมล็ด
ระยะการเจริญเริ่มด้วยการที่หัวเล็กๆ เจริญฃเติบโตขึ้นจนถึงหัวขนาดออกดอกได้
ส่วนระยะการเกิดดอก และติดเมล็ดนั้นเริ่มด้วยการเกิดตาดอก การเกิดส่วนต่างๆ ของดอกการยืดตัวของก้านดอก และการออกดอกและติดเมล็ดในที่สุด ซึ่งหัวชั้นของแต่ละชนิดต้องการสภาพแวดล้อมในแต่ละระยะการเจริญแตกต่างกันไป จึงสามารถจัดแบ่งหัวประเภทนี้ตามระยะเวลาของการบานของดอก และวิธีการในการจัดการออกได้เป็นพวกๆ คือ
๑. พวกที่ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูการเจริญ ได้แก่ ทิวลิพ แดฟโฟดิล ไฮซินท์ เป็นต้น
๒. พวกที่ออกดอกในฤดูหนาว หรือฤดูพักตัว ได้แก่ ว่านสี่ทิศ เป็นต้น
การขยายพันธุ์หัวประเภท "หัวชั้น" (ว่านสี่ทิศ)
อาจทำได้หลายแบบ โดยเฉพาะแบบที่ทำเป็นการค้า ทำได้ดังนี้
๑. ทำการตัดแบ่งหัว (bulb cutting) วิธีการตัดแบ่งหัวก็คือ เลือกหัวที่โตเต็มที่ (ขนาดหัวที่สามารถให้ดอกได้) ผ่าหัวทางตั้งออกเป็นเสี้ยวๆ ประมาณ ๘-๑๐ เสี้ยว ให้แต่ละเสี้ยวติดส่วนของฐานฃรากอยู่ด้วย จากนั้นจึงแบ่งแต่ละเสี้ยวออกเป็น
ส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีกาบใบติดอยู่ราว ๓-๔ ใบ และจะต้องแบ่งให้แต่ละส่วนติดส่วนของต้นอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นแต่ละส่วนก็จะประกอบด้วยส่วนที่เป็นต้นและกาบใบ ๓-๔ ใบ และตาข้างที่อยู่ระหว่างกาบใบ ต่อจากนั้นจึงนำไปพ่นหรือทาส่วนที่ต้องการขยายด้วยยาแป้งกันเชื้อรา แล้วผึ่งไว้จนรอยเฉือนแห้งพอหมาดๆ จึงนำไปปักชำ
การปักชำ นำส่วนขยายที่เตรียมไว้แล้วปักลงในวัตถุปักชำที่สะอาด เช่น ในทราย หรือทรายผสมถ่านแกลบ โดยให้วัตถุปักชำชื้นเพียงเล็กน้อยปและปักพอตื้นๆ คล้ายการปักชำก้านใบหรือส่วนของปใบ ส่วนการดูแลรักษา ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปักชำใบ หัวเล็กๆ จะเกิดขึ้นภายใน ๒-๓ สัปดาห์ ตรงส่วนของง่ามใบ พร้อมทั้งการเกิดรากด้วยเมื่อมีรากมากพอ ก็ย้ายปลูกต่อไปได้
๒. ตัดฐานของหัว (basal cutting)วิธีการนี้ได้ปฏิบัติเป็นการค้ากันอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับพืชพวกไฮซินท์และว่านสี่ทิศ วิธีการที่ปฏิบัติกันก็คือ คว้านเอาฐานหรือต้นออก (scooping) หรือบากฐานของหัว(scoring) หรือเจาะเอาส่วนยอดให้ทะลุฐานของหัวออก (coring) อย่างใดอย่างหนึ่ง
สำหรับการคว้านเอาส่วนของฐานออก จะต้องคว้านเอาต้น (central axis) ออกให้หมดโดยใช้มีดคว้านผลไม้ หรือเครื่องมือคว้านหัวโดยเฉพาะการเกิดหัวเล็กๆ จะเกิดบริเวณของโคนกาบใบที่เป็นรอยตัด ส่วนการบากหรือผ่าหัว (scoring) จะผ่าเป็น ๓ รอย การผ่าจะต้องผ่าจากโคนหัวผ่านฐานรากถึงจุดเจริญหรือจุดยอด การทำเช่นนี้จะทำให้ตาที่อยู่ตามง่ามใบเจริญขึ้นเป็นหัวเล็กๆ ได้
สำหรับการเจาะหัว (coring) นั้นจะเจาะเอาเฉพาะตายอดออก โดยใช้ที่เจาะจุกไม้ค็อกหรือมีดคว้านผลไม้ คว้านหัวให้เป็นช่องกว้างราว ๑/๓ นิ้ว การทำเช่นนี้จะทำให้ตาข้างเจริญเป็นหัวขึ้น ในระหว่างกาบใบ
สิ่งสำคัญในการขยายพันธุ์โดยวิธีตัดฐานของหัวก็คือ การเน่าของหัวที่เกิดจากเชื้อรา ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังความสะอาดเป็นพิเศษ เช่น เครื่องมือที่ใช้จะต้องจุ่มอัลกอฮอล์ หัวที่ใช้ควรจุ่มยาฆ่าเชื้อราตลอดจนวัตถุที่ใช้ชำและภาชนะที่เกี่ยวข้องควรฆ่าเชื้อมาก่อนและหลังจากคว้านหรือบากหรือเจาะหัวแล้ว จะต้องพ่นด้วยยาป้องกันเชื้อรา และจะต้องรีบทำให้รอยเฉือนเกิดเนื้องอกหรือสมานแผลให้เร็วที่สุด โดยวางหัวให้หงายขึ้นในถาดทรายที่แห้ง หลังจากแผลที่รอยเฉือนสมานดีแล้วจึงนำไปวางในถาดหรือกระบะในที่มืด หรือที่ที่มีแสงสลัวๆ อุณหภูมิประมาณ ๗๐° - ๙๐°ฟ. และเป็นที่ที่มีความชื้นอากาศสูงเป็นระยะเวลาประมาณ ๒ ๑/๒ - ๓ เดือน เมื่อหัวที่เกิดขึ้นมีขนาดโตพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ จึงตัดแยกหัวเหล่านั้นไปปลูกเลี้ยงอีกที่หนึ่ง
๒. หัวที่เกิดจากเหง้า
เหง้า คือ ลำต้นของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่งที่อัดตัวกันแน่นเป็นก้อนกลม ซึ่งเราเรียกลำต้นในลักษณะนี้ว่า เหง้า (แต่มักจะเรียกทั่วๆ ไปว่าหัวมากกว่าเหง้า) พืชที่มีลักษณะลำต้นเป็นเหง้าซึ่งสามารถเลี้ยงดูให้เจริญงอกงามได้ มีอยู่ในบ้านเราเพียงชนิดเดียว คือ ซ่อนกลิ่นฝรั่ง (gladiolus)
ลักษณะโดยทั่วไปของเหง้า (ซ่อนกลิ่นฝรั่ง) คือ มีลำต้นเป็นก้อนกลมแบน ที่ลำต้นตอนบนมีตายอด (apical bud) ที่จะเจริญเป็นต้นปลอม (pseudo stem) ซึ่งจะให้ดอกและเกิดเหง้าใหม่ในฤดูต่อไป
ด้านล่างของเหง้าเป็นฐานรากซึ่งจะให้กำเนิดราก ระหว่างตายอดและฐานรากจะมีข้อและปล้องที่มีข้อมักจะมีกาบใบแห้งบางๆ หุ้มเหง้าอยู่ชีพจักรการเจริญของเหง้าซ้อนกลิ่นฝรั่ง เมื่อปลูกเหง้าหรือหัวซ่อนกลิ่นฝรั่ง เหง้าจะเกิดรากขึ้นที่ฐานรากก่อน จากนั้นตายอดก็จะเจริญเป็นต้นขึ้นไปในอากาศ ต้นในระยะแรกนี้จะประกอบด้วยกาบใบที่รวมตัวกันถัดจากนั้นโคนต้นใหม่จะค่อยๆ โตขึ้น จนกระทั่งส่งก้านดอกเกิดเป็นเหง้าใหม่ ซ้อนบนเหง้าเก่าอีกทีหนึ่ง ในกรณีที่ตายอดเสียหรือไม่ค่อยเจริญมักจะเกิดต้นใหม่ขึ้นมากกว่า ๑ ต้น และนั่นก็หมายความว่าจะเกิดเหง้าใหม่ซ้อนบนเหง้าเก่ามากกว่า ๑ เหง้า และเมื่อเกิดเหง้าใหม่มากขึ้นขนาดของเหง้าใหม่จะเล็กลง ระหว่างที่เหง้าใหม่โตขึ้น จะเกิดรากใหม่ขึ้นที่โคนฐานรากของเหง้าใหม่ ส่วนรากรวมทั้งเหง้าเดิมที่อยู่ด้านล่างก็จะค่อยๆ โทรมและแห้งไปในที่สุด ส่วนต่อระหว่างเหง้าเดิมและเหง้าใหม่จะมีลักษณะเป็นลำต้นสั้นๆ ที่สังเกตได้ยาก ซึ่งเรียกลำต้นส่วนนี้ว่าไหล (stolon) ที่ไหลนี้จะมีข้อและตา ขณะเหง้าเก่าเริ่มโทรมและเหง้าใหม่เริ่มโตนี้ ตาที่ไหลนี้มักจะเจริญออกเป็นเส้นคล้ายราก และมีลักษณะเป็นไหลเช่นเดียวกัน ที่ปลายไหลนี้จะเกิดเป็นหัวเล็กๆ (cormels) จำนวนหัวเล็กๆ นี้จะเกิดมากน้อยแล้วแต่พันธุ์และการปลูกเลี้ยง ถ้าเราเลี้ยงหัวเล็กๆ นี้ต่อไปอีก ๒-๓ ฤดูปลูก หัวเหล่านี้ก็จะมีขนาดโตขึ้นเป็นเหง้าที่จะให้ดอกได้
การขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์เหง้าหรือหัวของซ่อนกลิ่นฝรั่ง อาจทำได้ ๓ ทาง
๑. โดยการใช้เหง้าที่เกิดใหม่ แต่โดยปกติมักจะให้เหง้าใหม่ ๑ เหง้า นอกจากบางเหง้าซึ่งเกิดใหม่มากกว่า ๑ เหง้า แต่มักจะมีขนาดเล็ก บางครั้งไม่ให้ดอก หรือคุณภาพของดอกเล็กไม่ได้ขนาด
๒. โดยการแบ่งเหง้า ในกรณีที่เหง้ามีขนาดโตและหนา ซึ่งก็หมายความว่ามีอาหารสะสมอยู่มากก็อาจแบ่งเหง้าออกเป็น ๒ ส่วนได้โดยที่แต่ละส่วนมีขนาดโต และมีอาหารสะสมพอที่จะให้ดอกที่มีคุณภาพได้
๓. โดยการใช้หัวเล็กที่เกิดใหม่ การขยายพันธุ์ซ่อนกลิ่นฝรั่งส่วนใหญ่ได้จากการใช้หัวเล็กๆที่เกิดขึ้นระหว่างเหง้าใหม่และเหง้าเก่าซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการปลูกตัดดอกจำหน่าย แต่การเกิดหัวเล็กๆ เหล่านี้จะเกิดมากน้อยแล้วแต่พันธุ์และการปลูกเลี้ยง เช่น ใช้พันธุ์ที่ให้หัวเล็กๆ มาก ปลูกตื้นดินปลูกเบา เด็ดก้านดอกทิ้งตั้งแต่ดอกยังเล็กๆ ก็จะช่วยให้เกิดหัวเล็กๆ ได้มากขึ้น แต่การที่จะใช้หัวเล็กเหล่านี้ไปปลูกเพื่อตัดดอกจำหน่ายนั้นจะต้องใช้เวลาปลูกเลี้ยงหัวเหล่านี้ให้โตจนขนาดหัวได้มาตรฐานพอที่จะให้ดอกซึ่งจะใช้เวลาเลี้ยงดู ๒-๓ ฤดูปลูกแล้วแต่ขนาดของหัวเดิมหรืออาจใช้เวลา ๑ ปี ในบางห่งที่มีฤดูการเจริญติดต่อกัน เช่น ปลูกบนดอยปุยเป็นต้น
๓. หัวที่เกิดจากต้น
หัวที่เกิดจากต้น คือ หัวที่เกิดจากการที่ต้นเกิดการสะสมอาหารและอัดตัวแน่นเป็นก้อนหรือเป็นแท่ง ซึ่งอาจเป็นหัวที่เกิดขึ้นใต้ผิวดิน เช่น หัวมันฝรั่ง หัวบอนสี และหัวเผือก หรืออาจเจริญอยู่เหนือผิวดิน เช่น ต้นกระดาษ หรือต้นดิฟเฟนบาเกีย เป็นต้น ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างหัวมันฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งลักษณะโดยทั่วไปของหัวมันฝรั่ง มีต้นแปลกปลอมเป็นต้นอ้วนสั้น ซึ่งเรียกกันทั่วๆ ไปว่า "หัว" ที่ส่วนยอดของหัวมีตายอดซึ่งจะเจริญเป็นยอด (apical shoot) ส่วนทางก้นหรือท้ายของหัว เป็นส่วนที่แยกมาจากไหลของต้นจริงระหว่างหัวและท้ายของหัวจะมีตาข้าง (eyes) เจริญอยู่ทั่วๆ ไปตลอดทั้งหัวและจัดเรียงกันเป็นแบบเกลียว(spiral) ช่วงระหว่างตาข้างถือว่าเป็นปล้องที่ตาข้างประกอบด้วยแผลใบ ซึ่งถือเสมือนข้อและกลุ่มของ ตา (cluster of buds) มักจะมีตามากกว่า ๑ ตา เสมอ
ชีพจักรการเจริญของหัวมันฝรั่ง
หัวมันฝรั่ง เป็นส่วนที่เก็บสะสมอาหารและเป็นส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ไปในตัว ซึ่งเมื่อเราปลูกหัวมันฝรั่งทั้งหัว การเกิดต้นมันฝรั่งจะเกิดเฉพาะตายอดเท่านั้น ส่วนตาข้างจะไม่เจริญ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การขยายพันธุ์มันฝรั่งจึงจำเป็นต้องแบ่งหัวออกเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีตาอยู่ด้วย การเกิดต้นจะเกิดจากตาที่มีอยู่ที่ตาข้าง และก็จะเกิดรากขึ้นที่โคนต้นใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น จากนั้นตาข้างที่อยู่ใต้ผิวดินของต้นใหม่ ก็จะเจริญยื่นออกไปในลักษณะเป็นไหล เมื่อเจริญได้ประมาณ ๓-๔ นิ้ว ปลายไหลก็จะพองตัวออก และนั่นก็แสดงว่าเริ่มเกิดหัวมันฝรั่งขึ้นแล้ว และจะเห็นรูปร่างในลักษณะเป็นหัวได้ชัด ในระยะเวลา ๓-๔ สัปดาห์หลังจากการปลูก หรืออาจประมาณระยะเวลาเดียวกันที่เห็นดอกมันฝรั่ง สภาพที่ทำให้ต้นมันฝรั่งที่อยู่เหนือผิวดินเจริญได้ดี คือ เมื่อมีไนโตรเจนสูงหรืออุณหภูมิของดินสูงจะทำให้การเกิดหัวมันฝรั่งลดลง เมื่อต้นหรือส่วนยอดเริ่มแห้งตาย ก็จะขุดหัวซึ่งในระยะเวลานี้หัวมันจะอยู่ในระยะพักตัวและจะพักอยู่นานประมาณ ๖-๘ สัปดาห์ จากนั้นก็จะเริ่มแตกตาใหม่อีก
ครั้งหนึ่ง
การขยายพันธุ์โดยการแบ่งหัว (division)
การขยายพันธุ์มันฝรั่งอาจทำได้โดยการปลูกทั้งหัว หรือโดยการตัดแบ่งหัวออกเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีตาข้างอยู่อย่างน้อย ๑ ตา ซึ่งส่วนที่ตัดแบ่งออกมานี้มักเรียกกันทั่วๆ ไปว่า "ซีด" (seed) ขนาดของซีดแต่ละชิ้นควรจะหนักประมาณ ๑-๒ ออนซ์ ทั้งนี้เพื่อให้ต้นอ่อนที่เกิดใหม่มีอาหารสำรองเพียงพอการตัดแบ่งหัวควรจะใช้มีดคมๆ และควร ทำก่อนที่จะปลูกเท่านั้น ไม่ควรทำรอไว้นานๆ ควร
เก็บชิ้นส่วนที่ตัดไว้ในสภาพที่มีความชื้นอากาศสูงพอ (ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์) และอุณหภูมิ ๖๘°ฟ.เป็นเวลา ๒-๓ วัน ก่อนปลูก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการสมานแผลรอยตัด ในระยะเวลาดังกล่าวส่วนที่เป็นแผลรอยตัดก็จะเกิดการสมานแผล ซึ่งจะทำให้ชิ้นส่วนที่ตัดไม่แห้งหรือเน่าง่าย การปฏิบัติบางอย่างแก่หัวมันฝรั่งก่อนตัดแบ่งหัวเพื่อป้องกันโรคไรซอกโทเนีย (rhizoctonia) และโรคสแคบ อาจมีความจำเป็น สำหรับหัวของบอนสี ซึ่งผลิตเป็นการค้ากันในรัฐฟลอริดา จะแบ่งหัวเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีตาอยู่ ๒ ตา แล้วดำให้ห่างกัน ๔-๖ นิ้วลึก ๓-๔ นิ้ว ระยะระหว่างแถว ๑๘-๒๔ นิ้ว และจะเก็บหัวในเดือนพฤศจิกายน หลังจากเก็บหัวแล้วผึ่งไว้ในที่ร่ม (artificially dried) ราว ๔๘ ชั่วโมงจากนั้นให้เก็บรักษาหัวไว้ในอุณหภูมิที่ไม่ต่ำกว่า ๖๐°ฟ.
๔. หัวที่เกิดจากราก
หัวที่เกิดจากราก คือ การที่รากของพืชไม้เนื้ออ่อนอายุยืนบางชนิดเกิดการสะสมอาหารขึ้นที่ราก ซึ่งลักษณะรูปร่างของรากที่สะสมอาหารนี้อาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของพืช อย่างไรก็ตามก็ยังคงลักษณะทั้งภายในและภายนอกเช่นเดียวกับรากคือ ไม่มีข้อและปล้อง แต่อาจมีตาอยู่ตรงส่วนที่เป็นต้นติดกับราก ส่วนรากฝอยจะเกิดอยู่ทางด้านปลายราก หัวท้ายของรากเป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกับหัวท้ายของต้น
ลักษณะโดยทั่วไปของหัวที่เกิดจากรากหัวที่เกิดจากรากมีอยู่ ๓ แบบ คือ หัวมันเทศ หัวรักเร่ และหัวของต้นบีโกเนีย
สำหรับหัวรักเร่ จะเกิดเป็นกลุ่มของรากติดอยู่กับโคนต้น (crown) รากเหล่านี้มีลักษณะเป็นพืช ๒ ฤดู คือ ฤดูแรกจะเกิดต้นขึ้นและหลังจากที่ต้นแห้งตายไปแล้ว รากนี้ก็จะพักตัวจนกระทั่งถึงฤดูการเจริญใหม่ ตาจากโคนต้นซึ่งติดอยู่ที่โคนรากก็ฃจะแตกยอดใหม่ ซึ่งยอดที่แตกใหม่นี้จะใช้อาหารฃที่สะสมจากรากเก่า จากนั้นรากเก่าก็จะค่อยๆ ฝ่อแห้งตายไป ขณะเดียวกันต้นใหม่ก็จะเกิดรากใหม่ขึ้นแทน รากใหม่นี้จะทำหน้าที่เลี้ยงต้นพืชต่อไปจนตลอดระยะการพักตัวที่จะมาถึง
ส่วนหัวบีโกเนียนั้น มีลักษณะเป็นแบบรากแก้วที่พองโต ตาจะเกิดขึ้นที่โคนของต้น รากฝอยจะเกิดทางส่วนของปลายรากที่พองโต หัวชนิดนี้มีลักษณะถาวร และจะมีชีวิตอยู่เป็นเวลาหลายๆ ปีพร้อมกันนี้ขนาดหัวก็จะพองโตขึ้นเรื่อยๆ และก็จะเกิดตาจากส่วนที่เป็นโคนต้นเพิ่มขึ้นด้วย
การขยายพันธุ์
๑. โดยการใช้ต้น (adventive shoots) รากของพืชหัวประเภทนี้ ดังเช่นหัวมันเทศอาจจะเกิดต้นได้ ถ้านำหัวไปไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิ และความชื้นเหมาะสม เช่น ดำไว้ในทรายที่ชื้นโดยกลบหัวให้ลึกประมาณ ๒ นิ้ว และรักษาให้ความชื้นสม่ำเสมอ อุณหภูมิราว ๘๐°ฟ. หลังจากที่หัวเริ่มแตกยอดอ่อนแล้วจึงค่อยลดอุณหภูมิลงให้เหลือเพียง ๗๐° - ๗๕°ฟ. ขณะที่กิ่งหรือที่เรียกว่าสลิปโตขึ้น ก็ค่อยๆ กลบทรายให้เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งกิ่งที่เจริญออกมานั้นอยู่ลึกราว ๔-๕ นิ้ว การทำเช่นนี้จะทำให้ราก (adventive root) เกิดขึ้นที่โคนของกิ่งที่แตกใหม่ และเมื่อสลิปมีรากมากพอ ก็ดึงกิ่งออกมาจากหัว แล้วนำไปปลูกในแปลงต่อไปได้
๒. โดยการแบ่ง พืชที่มีรากอวบอ้วน อาจขยายพันธุ์ได้ง่ายโดยการแบ่ง เช่น ต้นรักเร่ วิธีการแบ่งก็คือ ขุดเอากลุ่มรากขึ้นมาผึ่งไว้สัก ๒-๓ วัน แล้วเก็บไว้ในขี้เลื่อยหรือปุยมะพร้าวที่แห้งและมีอุณหภูมิประมาณ ๔๐°-๕๐°ฟ. เก็บไว้ในห้องที่อับลม ก่อนที่จะถึงเวลาปลูกเล็กน้อย จึงแบ่งกลุ่มรากออกเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละรากติดส่วนที่เป็นโคนต้นอยู่ด้วย ในสภาพที่อากาศค่อนข้างร้อนและอบชื้น ตาที่มีอยู่โคนต้นก็จะเริ่มเจริญ ทำให้แน่ใจได้ว่า แต่ละส่วนที่แบ่งไปมีตาติดไปด้วย ส่วนหัวที่มีอายุยืน เช่น หัวของต้นปีโกเนียก็อาจตัดแบ่งเป็นส่วนๆ ได้ โดยให้แต่ละส่วนมีตาติดอยู่ และเพื่อป้องกันการเน่าของรอยตัด ควรพ่นหรือทาด้วยยาป้องกันเชื้อรา แล้วผึ่งส่วนที่ผ่าไว้หลายๆ วัน ก่อนที่จะนำไปไว้ในวัตถุปักชำที่ชื้น
การขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนต่างๆ ของต้นพืชที่มีลักษณะดังกล่าว เป็นต้นว่าการใช้กิ่งหรือต้น การใช้ใบและใบที่มีตาติดก็อาจทำได้ไม่ยาก ส่วนของต้นพืชที่นำไปปักชำจะเกิดรากที่อวบอ้วนได้ตรงบริเวณฐานรอยตัด และขบวนการเช่นนี้จะเป็นผลดีถ้าได้ตัดชำให้แต่ละส่วนมีชิ้นส่วนของราก (fleshy root) ชิ้นเล็กๆ ติดไปด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]
การเจาะหัวว่านสี่ทิศเพื่อทำลายตายอด
หัวรักแร่ พร้อมด้วยหน่อที่กำลังงอก
หัวบัวสวรรค์ที่เกิดจากการปลูกหัวเดิมเพียงหัวเดียว
ดอกบัวสวรรค์เป็นพืชหัวที่มีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พืชประเภทกอ (rhizomes)
พืชประเภทกอ คือ พืชที่ลำต้นเจริญในระดับผิวดิน ซึ่งเมื่อเจริญไปได้ระยะหนึ่งปลายยอดก็เจริญเป็นต้นปลอม แล้วออกดอกและติดฝักหรือติดผลและเกิดเมล็ดต่อไป พืชประเภทนี้นับว่าเป็นกลุ่ม พืชที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาพืชที่มีลำต้นแปลกปลอมเพราะมีชนิดพืชที่มีความใหญ่ขนาดไม้ยืนต้น ดังเช่นกอไผ่ไปจนกระทั่งเล็กเตี้ยติดดิน เช่น หญ้าสนามชนิดต่างๆ เป็นต้น และนับเป็นประเภทของพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดในบรรดาพืชที่มีต้นแปลกปลอมด้วยกัน เป็นต้นว่า เป็นพืชทีมีคุณค่าทางอาหารสูง ดังเช่น กล้วย มีความสวยงามสะดุดตาสะดุดใจ เช่น กล้วยไม้ประเภทหวายและแคทลียา มีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทาน เช่นขิง หน่อไม้ฝรั่ง หน่อไม้น้ำ ตะไคร้ ตลอดจนมีความงามตามธรรมชาติ ในลักษณะไม้ประดับ เช่นต้นคล้าชนิดต่างๆ และปาล์มชนิดต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นวัชพืชที่ทำลายเศรษฐกิจอย่างร้ายกาจ เช่น หญ้าแห้วหมู หญ้าคา หญ้าชันกาด เป็นต้น จึงนับได้ว่าพืชที่อยู่ในประเภทกอนี้ เป็นพืชที่มีความสำคัญและน่าที่จะได้รับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ลักษณะโดยทั่วไปของพืชประเภทกอ
ลักษณะของพืชประเภทกอ มีทั้งพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ (แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว) มีลำต้นจริง เจริญขนานไปกับผิวดิน ปลายหรือยอดของลำต้นเป็นตายอดซึ่งจะเจริญเป็นต้นปลอม หรือต้นอากาศในที่สุด ซึ่งต้นปลอมหรือต้น
อากาศนี้ อาจจะมีกาบใบห่อหุ้ม เช่น กล้วย หรือขิง ข่า หรือไม่มีกาบใบห่อหุ้ม เช่น ไผ่ หรือหน่อไม้ฝรั่งก็ได้ ที่ลำต้นจะมีข้อ ปล้อง ที่ข้อแต่ละข้อจะมีตาข้าง ๑ ตา และมักจะมีกาบใบบางๆ เล็กๆ หุ้มคลุมตาอยู่ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ตาข้างอาจเจริญเป็นต้นขึ้นใหม่ติดต่อกับต้นเดิมและปลายยอดของต้นใหม่ก็จะเกิดเป็นต้นปลอม ทำให้เกิดการเจริญเป็นกอขึ้น ที่ข้อรวมทั้งที่โคนของต้นปลอมจะเกิดราก ซึ่งมีลักษณะอวบสดและเป็นรากที่เก็บสะสมอาหารไปในตัวด้วย
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างต้นหน่อไม้ฝรั่งเป็น พืชตัวแทนในพืชประเภทกอ
ลักษณะการเจริญของต้นหน่อไม้ฝรั่ง
เมื่อเราเพาะเมล็ดหน่อไม้ฝรั่ง เมล็ดจะงอก เป็นต้นกล้าเดี่ยวๆ เพียงต้นเดียว และเมื่อต้นโตขึ้นจนมีใบพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ดีแล้ว ต้นพืชก็จะเริ่มเกิดกอ โดยที่ตาบริเวณโคนต้นจะเจริญเป็นลำต้นขนานไปกับผิวดิน เมื่อต้นเจริญไปได้ระยะหนึ่งตายอดก็จะเจริญเป็นต้นอากาศหรือต้นปลอมซึ่งออกดอกและติดเมล็ดได้ ต้นอากาศดังกล่าวนี้เมื่อขณะยังเล็กและอ่อนอยู่ จะใช้เป็นส่วนที่รับประทานได้จึงได้ชื่อว่า "หน่อไม้ฝรั่ง" แต่เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งมีช่วงปล้องถี่ การเจริญของต้นจริงจึงสั้น ซึ่งจะเจริญได้เพียง ๑-๒ นิ้วเท่านั้น และในขณะเดียวกับที่ตายอดเจริญ ตาข้างก็สามารถจะเกิดต้นจริงและต้นปลอมขึ้นได้ในทำนองเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นกอ (กลุ่มของ rhizomes) ของหน่อไม้ฝรั่งขึ้นพืชอื่นๆ เช่น ไผ่ กล้วย ขิง ข่า ตะไคร้ เยอบีราและหญ้าคาก็มีการเจริญในลักษณะเดียวกัน
เนื่องจากต้นประเภทนี้สามารถเกิดรากได้รวดเร็วเพราะเป็นส่วนที่เก็บสะสมอาหารไว้ได้มากดังนั้นจึงเกิดต้นอากาศ และสร้างกอได้ไว ด้วยเหตุนี้วัชพืชอยู่ในพืชประเภทนี้ เช่น หญ้าคา แห้วหมูชันกาด จึงเป็นวัชพืชที่ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนทนทานต่อการกำจัดได้ดี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในวงการเกษตร การทำไร่และการทำสวนเป็นอย่างมาก
การขยายพันธุ์พืชประเภทกอ
การขยายพันธุ์พืชประเภทกอ อาจจะทำได้ง่ายโดยการแบ่งกอ หรือแบ่งต้น (division of rhizome) ออกเป็นส่วน ซึ่งขนาดของส่วนที่แบ่งจะมากน้อยแล้วแต่ชนิดของพืชและปริมาณการสะสมธาตุอาหารที่มีอยู่ในส่วนของต้นที่ใช้ขยายพันธุ์นั้นโดยปกติมักจะใช้ส่วนของกอหรือต้นแก่ และจะขยายพันธุ์ในระยะที่ต้นหยุดหรือชะงักการเจริญในรอบปีก่อนที่จะเริ่มเจริญใหม่ในปีต่อไป เพราะอาหารที่เก็บสะสมอยู่จะได้นำไปใช้ในการเริ่มชีวิตใหม่ ก่อนที่จะใช้ไปในการเจริญตามส่วนต่างๆ ของต้นพืช การแบ่งกออาจทำได้ง่ายโดยการตัดแบ่งหักหรือแยกส่วนของต้นออกจากกัน ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามสะดวกและขนาดต้นที่แบ่งด้วย
(ดูเพิ่มเติมเรื่อง ไม้ผล พืชหัว)
ป้ายกำกับ: การขยายพันธุ์พืช, ที่มีต้นแปลกไปจากต้นพืชทั่วๆ ไป, (Propagation of Specialized Stem)

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก