การปฏิบัติรักษาภายหลังปลูกอ้อย
การปฏิบัติรักษาภายหลังปลูกอ้อย โดย นายเกษม สุขสถานหัวข้อ
การให้น้ำและการระบายน้ำ
การกำจัดวัชพืช
การป้องกันและการกำจัดโรคและแมลง ศัตรูอ้อย
การปลูกซ่อม
การใส่ปุ๋ยและการพูนโคน
การให้น้ำและการระบายน้ำ
เนื่องจากอ้อยปลูกเป็นร่องๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการให้น้ำจึงกระทำได้ง่ายโดยปล่อยน้ำเข้าไปตามร่องจากที่สูงสู่ที่ต่ำ ในขณะเดียวกันก็ทำร่องทิ้งน้ำไว้ทางปลายร่องเพื่อจะได้ระบายน้ำที่เกินพอออกไปจากไร่ การให้น้ำภายหลังปลูกมักกระทำทันทีที่ปลูกเสร็จ ส่วนครั้งต่อๆ ไปให้เมื่ออ้อยเริ่มแสดงอาการขาดน้ำ ซึ่งจะเห็นได้จากอาการที่ใบห่อในเวลาเที่ยงวันหรือเวลา\บ่าย ปริมาณน้ำและเวลาที่ให้แตกต่างกันตามชนิดของดิน ลมฟ้าอากาศ ตลอดจนระยะการเจริญเติบโตของอ้อยด้วย
สำหรับการให้น้ำก่อนหรือหลังปลูก นั้นมี ชาวไร่บางรายสังเกตว่า ในสภาพดินร่วนเหนียวปนทราย เช่น ในท้องที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม การให้น้ำก่อนปลูกโดยปล่อยน้ำเข้าตามร่องแล้วทิ้งไว้จนกระทั่งดินหมาดพอที่จะปลูกได้สะดวกจึงปลูก ได้ผลดีกว่าการให้น้ำหลังปลูก
วิธีให้น้ำนอกจากจะปล่อยเข้าไปตามร่องแล้วยังอาจให้แบบฝนเทียม (sprinkle) หรือแบบหยดน้ำ (drip หรือ triggle) อีกด้วย การให้น้ำแบบหยดน้ำคงจะเป็นที่นิยมในอนาคต เพราะนอกจากจะประหยัดทั้งน้ำและค่าใช้จ่ายแล้วยังได้ผลดีอีกด้วย
การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชอาจกระทำโดยอาศัยแรงงานคนถากด้วยจอบ หรือใช้เครื่องจักรพรวนเมื่อเห็นว่ามีวัชพืช นอกจากนี้ก็อาจใช้สารเคมีประเภทก่อนงอก เช่น พวกไดยูรอน (diuron) อัตราประมาณ ๒๐๐-๔๐๐ กรัมของตัวยาต่อไร่ ฉีดก่อนที่อ้อยและวัชพืชจะงอก แต่ต้องระวังในการใช้ยาพวกนี้ เพราะอาจเป็นอันตรายแก่อ้อยบางพันธุ์ นอกจากนี้ก็มีพวกอะเมทรีน (ametryne)ซึ่งใช้ในอัตรา ๓๐๐-๖๐๐ กรัมของเนื้อยาต่อไร่ ยานี้เป็นอันตรายต่ออ้อยน้อยกว่าพวกไดยูรอน สำหรับยาประเภทฉีดภายหลังที่อ้อยและวัชพืชงอกแล้วได้\แก่ ๒, ๔-D ซึ่งใช้ในอัตรา ๒๐๐-๔๐๐ กรัมของเนื้อยาต่อไร่สำหรับกำจัดวัชพืชใบกว้าง และอะเมทรีน\ในอัตราต่ำกว่าที่กล่าวข้างต้นก็สามารถใช้ฉีดหลังงอกได้ การฉีดหลังงอกต้องระวังอย่างให้ถูกอ้อยมากนัก เพราะอาจเป็นอันตรายได้
การป้องกันและการกำจัดโรคและแมลง ศัตรูอ้อย
ก. โรคอ้อย โรคอ้อยที่พบในประเทศไทยมีมากกว่า ๒๐ โรค แต่ที่ระบาดทำความเสียหายมากมีประมาณ ๕ โรค คือ โรคแส้ดำ โรคราสนิม โรคไส้แดง โรคใบลายหรือใบด่าง และโรคใบขาว
๑. โรคแส้ดำ (smut) เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ยอดมีลักษณะคล้ายแส้โผล่ออกมาที่แส้จะเต็มไปด้วยเขม่าสีดำซึ่งหุ้มอยู่ด้วยเยื่อบางสีขาว เมื่อเยื่อแตกออกทำให้เขม่าสีดำซึ่งก็คือสปอร์ของเชื้อโรคปลิวไปตามลม ลักษณะอื่นๆ ที่ปรากฏก็คือ ลำต้นส่วนใหญ่แคระแกร็นไม่ย่างปล้อง มีการแตกกอมากผิดปกติ อ้อยตอเป็นมากกว่าอ้อยปลูก พันธุ์ที่เป็นโรคนี้มากได้แก่ เอ็นซีโอ ๓๑๐ ซีบี ๓๘-๒๒ และซีโอ ๔๒๑ ส่วนพันธุ์ เอฟ ๑๔๐ และคิว ๘๓ ก็เป็นโรคนี้ แต่ไม่มากนัก
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๓. แช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน
๔. ปล่อยให้ดินว่างหรือปลูกพืชหมุนเวียน
๕. พันธุ์ที่เป็นโรคนี้อย่างรุนแรง ไม่ควรไว้ตอ
๒. โรคราสนิม (rust) เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งเกิดที่ใบ ทำให้ใบเป็นจุดเล็กๆ สีคล้ายสนิมเหล็กเป็นจำนวนมาก มองดูคล้ายใบเป็นสนิมทั้งใบใบแก่ที่อยู่ข้างล่างเป็นมากกว่าใบอ่อน พันธุ์ที่เป็นโรคนี้มาก คือ คิว ๘๓
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. รักษาความสะอาดในแปลง
๓. ใช้ยากำจัดเชื้อราฉีด
๓. โรคไส้แดง (red rot) เกิดจากเชื้อราทำให้ภายในลำต้นเป็นสีแดง และมีสีขาวสลับเป็นห้วงๆ มักเป็นแก่ท่อนพันธุ์และอ้อยที่แก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว พันธุ์ที่เป็นโรคนี้มาก คือ พินดาร์
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๓. แช่ท่อนพันธุ์ในยาป้องกันเชื้อรา
๔. ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรค
๔. โรคใบลายหรือใบด่าง (mosaic) เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบอ่อนหรือใบที่เพิ่งคลี่มีลักษณะเป็นลายสีเขียวอ่อน หรือสีเขียวอมเหลืองสลับกับสีเขียวเข้มของใบปกติ อาการดังกล่าวปรากฏทั้งใบ โรคนี้เป็นแก่อ้อยที่ปลูกเป็นการค้าในประเทศเราแทบทุกพันธุ์ แต่พันธุ์ที่เป็นมาก คือ คิว ๘๓
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค๒. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๓. แช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน
๔. ปล่อยให้ดินว่างหรือปลูกพืชหมุนเวียน
๕. โรคใบขาว (white leaf) เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา (mycoplasma) ของอ้อย ทำให้ใบอ่อนเป็นสีขาวทั้งใบ และลำต้นแคระแกร็น แตกกอคล้ายตะไคร้แต่ไม่มีลำ พบได้ทุกระยะของการเติบโตพบในอ้อยตอมากกว่าอ้อยปลูก
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. แช่ท่อนพันธุ์ในสารละลายเตตราไซคลิน (tetracyclin) ซึ่งมีความเข้มข้น ๒๕๐ ส่วนในล้าน ในน้ำร้อน ๕๔ องศาเซลเซียส เป็นเวลา ๓๐ นาที
๓. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๔. ทำลายแมลงพาหะ
ข. แมลงศัตรูอ้อย แมลงศัตรูอ้อยในประเทศไทยมีมากกว่า ๒๐ ชนิด แต่ที่เคยระบาดทำความเสียหายอย่างรุนแรง มีเพียงไม่กี่ชนิด ในจำนวนนี้ได้แก่ เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อนอ้อยสีขาว เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะยอด หนอนฃเจาะลำต้นและยอด หนอนเจาะอ้อยสีชมพูและหนอนเจาะลำต้นอ้อย เป็นต้น อ้อยที่ถูกแมลงเหล่านี้ทำลายจะให้ผลผลิต และคุณภาพต่ำลง การป้องกันกำจัดแมลงเหล่านี้ อาจกระทำได้โดยการใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งนอกจากจะได้ผลไม่คุ้มค่าแล้ว ยังเกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย นอกจากการใช้ยาแล้วการปฏิบัติอย่างอื่น เช่น การทำความสะอาดแปลง และลอกกาบแห้งขณะอ้อยยืนต้นอยู่ฃหรือการเผาใบก่อนหรือหลังการเก็บเกี่ยว ก็อาจช่วยฃลดความเสียหายที่เกิดจากแมลงเหล่านี้ได้บ้าง แต่ได้ผลไม่ค่อยจะแน่นอน ในปัจจุบันได้มีการนำเอาฃวิธีการบริหารแมลง (pest management) มาใช้ การบริหารแมลงศัตรูพืชมิใช่วิธีป้องกันกำจัด แต่เป็นแนวทางที่จะได้มาซึ่งข้อมูลในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชนั้นๆ ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดผลดีต่อสภาพแวดล้อม และได้รับผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นที่ยอมรับในสังคมด้วยตัวอย่างเช่น การใช้ศัตรูธรรมชาติทั้งที่เป็นแมลงและ สัตว์อื่น รวมทั้งโรคของแมลงศัตรูพืชนั้นกำจัดตัวมันเอง ดังนี้เป็นต้น วิธีนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
เพลี้ยอ่อนอ้อยสีขาวดูดน้ำเลี้ยงจากใบอ้อย
โรคแส้ดำ
การใช้แมลงและสัตว์อื่นกำจัดแมลงศัตรูพืช
การปลูกซ่อม
ถ้าปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ๓ ตาและมีการคัดเลือกเฉพาะท่อนที่มีตาสมบูรณ์ปลูกการซ่อมก็อาจไม่จำเป็น เพราะอ้อยจะงอกเป็นส่วนมาก ความจริงท่อนพันธุ์ที่มี ๓ ตานั้น ถ้างอกเพียง\ตาเดียวก็พอแล้ว แม้ว่าบางท่อนจะไม่งอกเลย แต่ถ้าช่องว่างที่ไม่งอกนั้นมีความยาวไม่เกิน ๗๕ เซนติเมตร ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อม ทั้งนี้เพราะกอที่อยู่ข้างๆช่องว่างนั้นจะมีการแตกกอมากขึ้นเป็นการชดเชย\การปลูกซ่อมควรกระทำภายในเวลา ๓-๔ สัปดาห์\ภายหลังปลูก และควรใช้ท่อนพันธุ์หรือชิ้นตาที่ชำให้งอกก่อน แล้วปลูกซ่อมจะให้ผลดีกว่าใช้ท่อนพันธุ์โดยตรง
การใส่ปุ๋ยและการพูนโคน
ชาวไร่ที่ส่งอ้อยแก่โรงงาน ที่ซื้อตามน้ำหนักมักนิยมใส่ปุ๋ยเดี่ยว คือ แอมโมเนียมซัลเฟต หรือแอมโมเนียมคลอไรด์อัตราประมาณ ๑๐-๒๐ กิโลกรัม ไนโตรเจนต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 2 1/2-3เดือน ใส่ครั้งเดียว ส่วนพวกที่ขายอ้อยให้แก่โรงงานที่ซื้อตามคุณภาพมักจะ ใส่ปุ๋ยผสมสมบูรณ์สูตรต่างๆ เช่น ๑๒-๑๐-๑๘ หรือ ๑๓-๑๓-๒๑ หรือ ๑๕-๑๕-๑๕ อัตรา ๑๐๐-๑๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ก่อนปลูกครึ่งหนึ่งและใส่ที่เหลือเมื่อ อายุประมาณ 2 1/2-3 เดือน การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองนี้ กระทำโดยโรยปุ๋ยไปตามแถวอ้อย แล้วพรวนดินกลบอย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาปริมาณปุ๋ยที่ชาวไร่ใส่กับอายุของอ้อยที่ยืนยาวนับปีแล้ว จะเห็นว่าปุ๋ยที่ใส่นั้นค่อนข้างน้อยมาก ชาวไร่บางรายนอกจากจะพรวนดินกลบปุ๋ยแล้วยังพูนโคน (hilling-up) อีกด้วย วิธีการก็คือการไถดินระหว่างร่องเข้ามากลบที่โคนอ้อย ทำให้มีร่องเกิดขึ้นระหว่างแถวอ้อย วิธีนี้อาจไม่จำเป็นสำหรับที่บางแห่ง โดยเฉพาะแห่งที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน
ป้ายกำกับ: การปฏิบัติรักษาภายหลังปลูกอ้อย

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก