Custom Search

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การปลูกมะนาวนอกฤดู

มะนาวที่ออกจำหน่ายในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม ของทุกปีจะมีราคาแพงมาก วันนี้จะมาแนะนำการปลูกมะนาวนอกฤดู เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย

การปลูกมะนาวนอกฤดู
ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ สำหรับผู้ที่มีพื้นที่ดินน้อยๆ เช่นตามหมู่บ้านจัดสรร ที่พอมีพื้นที่ว่างพอที่จะปลูกต้นไม้ได้บ้าง ไม่มากนัก ก็พอจะเห็นลู่ทางในการปลูกมะนาวหน้าแล้งไว้รับประทานเอง หลายๆท่านคงจะทราบแล้วครับว่า …

มะนาวที่ออกจำหน่ายในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ของทุกปีจะมีราคาแพงมาก ผลละ 3 - 7 บาท โดยบางแหล่ง อาจจำหน่ายแพงกว่านี้ยังเคยมี

ขั้นตอนในการปลูกมะนาวนอกฤดู โดยการปลูกในวงบ่อปูนซีเมนต์

การเตรียมวงบ่อซีเมนต์
วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร หรือตามที่หาได้ รวมฐานรองก้นบ่อ ราคาประมาณ 200 บาทฐานรองก้นบ่อต้องเป็นชนิดที่ไม่เชื่อมกับวงบ่อโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่รดลงไปขังอยู่ด้านล่าง และกันไม่ให้รากมะนาว แทงลงดินออกจากบ่อ แต่ละบ่อควรวางห่างกัน ประมาณ 1 - 2 เมตร

สถานที่วางวงบ่อซีเมนต์ที่ปลูกมะนาวจะต้องได้รับแสงแดดตลอดทั้งวันเท่านั้นและวัสดุปลูกจะต้องเน้นในเรื่องของการระบายน้ำที่ดี

การเตรียมดิน
ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะการจำกัดพื้นที่การปลูกและต้องการให้มะนาวเจริญเติบโต ได้ตามปกติดินที่ใช้จะต้องดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง ในการเตรียมดินปลูกทำดังนี้คือใช้อัตราดินร่วน 3 ส่วนผสมกับปุ๋ยหมัก 2 ส่วนหรืออีกสูตรหนึ่งคือดินร่วน 3 ส่วนผสมกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน ข้อสำคัญดินที่ใช้ควรเป็นดินชั้นบน หรือหน้าดิน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ สูง โดยนำดินที่ผสมแล้ว ใส่ในวงบ่อซีเมนต์ แล้วพูนดินปลูกขึ้นมาอีกเล็กน้อย

การคัดเลือกพันธุ์มะนาว
มะนาวที่จะนำมาปลูกต้องพิจารณาถึงขนาดของผล ปริมาณน้ำต่อผลการปฏิบัติดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อโรค และแมลงและให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งพันธุ์ที่แนะนำได้แก่ มะนาวน้ำหอม มะนาวตาฮิติ มะนาวหนังคันธุลี ส่วนมะนาวแป็นรำไพ ให้ผลดีเช่นกันแต่เป็นโรคแคงเกอร์มากกว่า

นำต้นมะนาวจากกิ่งตอนหรือต้นปักชำ
ต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงเอามาปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์ที่จัดเตรียมไว้แล้ว ควรมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ 1-3 วันต่อครั้ง นอกจากนี้ควรแสริมปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูกแล้วใส่หลังจากปลูกทุก 1-2 เดือน อัตรา 1 ช้อนแกง ต่อต้น ส่วนในระยะบังคับให้ออกดอกติดผลควรใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น หลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อมะนาวอายุได้ 8 เดือน หรือ 1 ปีขึ้นไป ให้เริ่มบังคับมะนาวให้ออกดอก ติดผลตามต้องการ

การปลิดดอก และผลมะนาวที่ออกในฤดูกาล
หลังจากปลูกมะนาวในวงบ่อได้ประมาณ 6 เดือน มะนาวบางพันธุ์อาจมีการออกดอกติดผลบ้างเล็กน้อย ก่อนถึงช่วงบังคับให้มะนาวออกดอกติดผลในเดือน กันยายน- พฤศจิกายน มะนาวที่ออกดอกก่อนหน้านี้ ควรเด็ดออก หรือปลิดออกทั้งหมด

การคลุมโคนต้นด้วยพลาสติก
ก่อนถึงช่วงบังคับให้มะนาวออกดอกติดผลนอกฤดูกาล ประมาณ 1 เดือน เช่นบังคับให้มะนาวออกดอกในเดือน กันยายนหรือเดือนตุลาคม ให้ผู้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์งดให้น้ำ ในเดือนสิงหาคม หรือเดือนกันยายน แล้วนำพลาสติก (ผ้าพลาสติกกันฝน) มาคลุมปากวงบ่อด้านโคนต้นไม่ให้น้ำซึมลงไปในดินปลูกภายในวงบ่อ ได้ประมาณ 15-30 วัน ใบมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จะเริ่มเหี่ยวหรือใบร่วง แตกต่างกันในแต่ละพันธุ์

การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์
ควรจะเก็บเกี่ยวผลผลิต เฉพาะช่วงนอกฤดูหรือช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้มะนาวออกดอกติดผลอยู่บนต้นตลอดปี มะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์จะทรุดโทรมเร็วกว่าปกติ

เมื่อสังเกตเห็นมะนาวขาดน้ำ มีใบเหี่ยว หรือใบร่วงมากแล้ว ให้นำพลาสติกคลุมโคนต้นออก แล้วดำเนินการให้น้ำและปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น เมื่อมะนาวมีการออกดอกและติดผลแล้ว ควรมีการให้น้ำและปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นและผลมะนาวตามปกติ จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผิตในช่วงฤดูแล้ง

การเก็บเกี่ยว
หลังจากมะนาวออกดอกติดผล ได้ประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถจะเก็บเกี่ยวผลผลิตสู่ตลาดได้ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ถ้าเป็นมะนาวน้ำหอม มะนาวพันธุ์นี้จะมีน้ำตั้งแต่ผลเล็กๆ ผู้ปลูกสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 3-4 เดือน ถ้าสังเกตมะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ มีการติดผลมาก (ผลดก) เมื่อถึงช่วงอายุเก็บเกี่ยวแล้วควรดำเนินการเก็บเกี่ยวสู่ตลาดเลย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้บนต้นนานๆ ต้นมะนาวจะต้องใช้อาหารมาเลี้ยงหรือบำรุงผลมะนาว เป็นเวลานานกว่าปกติ ต้นมะนาวอาจทรุดโทรมได้ง่าย และควรระมัดระวัง อย่าให้กิ่งฉีกหัก และผลมะนาวช้ำ จะวางตลาดได้ไม่นาน

การตัดแต่งกิ่ง
หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตมะนาวนอกฤดูกาล(มะนาวหน้าแล้ง) หมดแล้ว ควรมีการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก กิ่งที่แตกกิ่งไม่เป็นระเบียบ กิ่งที่เป็นโรคหรือกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออก

การใส่ปุ๋ยและเพิ่มดิน
การใส่ปุ๋ยและเพิ่มดินปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตและตัดแต่งกิ่งมะนาว ที่ปลูกในวงบ่อแต่ละปีแล้ว ควรนำดินร่วนผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ที่สลายตัวแล้ว 1 ส่วนผสมให้เข้ากันดีแล้วนำมาใส่เพิ่มในวงบ่อให้เต็มปากบ่อ มีลักษณะพูนขึ้นมาเล็กน้อย และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1.5 ช้อนแกง ต่อต้น รดน้ำดูแลรักษามะนาวในวงบ่อซีเมนต์ให้สมบูรณ์ แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อบังคับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป

สำหรับท่านที่มีพื้นที่บริเวณบ้าน หรือบริเวณสวนหลังบ้าน ไม่มากนักและมีความสนใจอยากจะทดลองปลูกมะนาวนอกฤดูกับเขาบ้าง ก็ลองศึกษาองค์ความรู้ที่ได้เล่าไปแล้วข้างต้นและนำไปปฏิบัติดูนะครับ


ที่มา : นาย สายัณห์ ปิกวงศ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 24 มีนาคม 2551

ป้ายกำกับ: , ,

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การปลูกมันสำปะหลัง

การปลูกมันสำปะหลัง โดย นายเจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์
การเลือกที่ พื้นที่ที่จะใช้ปลูกมันสำปะหลังต้องเป็นที่ดอน น้ำไม่ขัง และดินมีการระบายน้ำดีถ้าเป็นที่ลุ่มระบายน้ำไม่ดี จะทำให้หัวมันสำปะหลังเน่าปลูกไม่ได้ผลผลิต แต่ถ้าเป็นที่น้ำท่วมไม่ถึงมันสำปะหลังสามารถขึ้นได้ ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำปลูกพืชไร่อื่นไม่ได้ผล ก็ใช้ปลูกมันสำปะหลังได้แต่จะปลูกให้ได้ผลผลิตสูงนั้น ต้องเป็นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินร่วนเพราะสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว ฤดูปลูก ในบ้านเราสามารถปลูกได้ตลอดปีหลังเก็บเกี่ยวแล้ว การปลูกทำได้โดยไถที่เตรียมไว้พอฝนตกก็พรวนดินแล้วปลูกได้ทันที ความชื้นจะพอให้มันสำปะหลังงอก แม้จะมีฝนเพียงครั้งเดียวกสิกรในจังหวัดชลบุรี ระยอง และนครราชสีมาปลูกมันสำปะหลังกันตลอดปี ส่วนจังหวัดอื่นๆ ปลูกมากในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ตามผลการทดลองของกรมวิชาการเกษตร พบว่าปลูกมันสำปะหลังในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม จะให้ผลผลิตสูง การเตรียมดินและการปลูก ควรไถก่อนปลูก๒-๓ ครั้ง และให้ลึกไม่น้อยกว่า ๘-๑๐ นิ้ว เพื่อให้ดินร่วนซุยและปราศจากวัชพืช ไม่จำเป็นต้องยกร่อง ส่วนที่ใช้ปลูก คือ ลำต้นมันสำปะหลังตัดเป็นท่อนยาวประมาณ ๒๕ เซนติเมตร เรียกว่าท่อนพันธุ์ การปลูกด้วยเมล็ดไม่เหมาะสำหรับการปลูกเป็นการค้า เพราะเมล็ดหายาก ส่วนมากใช้เฉพาะในการผสมพันธุ์เพื่อหาพันธุ์ใหม่ ส่วนของท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกควรเลือกจากต้นที่สมบูรณ์ เลือกใช้ท่อนพันธุ์จากส่วนกลางและส่วนของโคนลำต้น ควรเก็บต้นที่จะปลูกไว้ในที่ร่มและวางในลักษณะตั้ง จะเก็บได้นานกว่าการวางนอน ระยะปลูกใช้ระยะระหว่างแถว ๑ เมตร ระยะระหว่างต้นประมาณ ๐.๗-๑ เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำก็ใช้ระยะระหว่างต้นแคบกว่านี้ได้ การปลูกควรตัดต้นมันสำปะหลังเป็นท่อนๆ ในวันที่ปลูกให้ได้ท่อนพันธุ์ยาวท่อนละประมาณ ๒๕ เซนติเมตรวิธีปลูกใช้ท่อนพันธุ์ที่ตัดเป็นท่อนปักลงไปบนดินโดยการปักเอียงประมาณ ๔๕ องศา วิธีนี้ทำได้สะดวกและได้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกโดยขุดหลุมปลูกในแนวราบ แต่ในขณะที่ดินมีความชื้นน้อยวิธีขุดหลุมปลูกในแนวราบแล้วกลบจะงอกได้ดีกว่าการปลูกโดยวิธีปักท่อนพันธุ์นี้ต้องปักเอาตาขึ้น การปลูกเอาตาลงดินผลผลิตจะต่ำ
การแทงร่องโดยใช้วัวลากไถเข้าพรวนดิน เพื่อกำจัดวัชพืช

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
การบำรุงรักษา
การใส่ปุ๋ย
โรคและแมลง
การเก็บหัว
การบำรุงรักษา
เนื่องจากวัชพืช เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผลผลิตของมันสำปะหลังลดลง และระยะที่วัชพืชจะรบกวนมันสำปะหลังมากที่สุด คือระยะที่มันสำปะหลังยังเล็กอยู่อายุ ๑-๒ เดือนแรก ดังนั้นหลังจากปลูกมันสำปะหลังแล้วประมาณ ๑ เดือนก็ต้องกำจัดวัชพืชเป็นครั้งแรก การกำจัดวัชพืชมักใช้แรงงานสัตว์ เช่น โคหรือกระบือลากไถเข้าพรวนดินระหว่างแถว ซึ่งกสิกรมักเรียกกันว่า "แทงร่อง" ส่วนวัชพืชที่ยังเหลืออยู่ในแถวก็ใช้จอบถาก หลังจากที่แทงร่องแล้ว โคหรือกระบือตัวหนึ่งสามารถแทงร่องได้ประมาณ วันละ ๑๐ ไร่ การใช้แรงงานสัตว์เข้าพรวนดินดังกล่าวช่วยให้การกำจัดวัชพืชทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยทั่วไปกสิกรมักจะกำจัดวัชพืช ๒-๓ ครั้งซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของวัชพืช พอมันสำปะหลังโตคลุมพื้นที่แล้ว คือ อายุประมาณ ๔-๕ เดือนเป็นต้นไป การกำจัดวัชพืชก็ไม่จำเป็นแล้ว [กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การใส่ปุ๋ย
การปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานานและนำผลผลิตออกไปทุกปีนั้น พืชจะดึงเอาปุ๋ยออกไปจากดิน ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ยบำรุงดิน ดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำลง ทำให้ผลผลิตพืชต่ำลงด้วย ถึงแม้มันสำปะหลังจะเป็นพืช ซึ่งต้องการปุ๋ยไม่มากกว่าพืชไร่ชนิดอื่น แต่การปลูกมันสำปะหลังก็ต้องใส่ปุ๋ยบำรุงดินอยู่เสมอ เพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินยังคงอยู่ การปลูกมันสำปะหลังจึงจะได้ผลผลิตสูงอยู่เสมอ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ทางกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้กับมันสำปะหลัง ได้แก่ปุ๋ยสูตร ๘-๘- ๘ อัตรา ๑๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยสูตร ๑๖-๑๖-๑๖ หรือ ๑๕-๑๕-๑๕ อัตรา ๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ วิธีใส่ปุ๋ยนั้นเริ่มใส่เมื่อมันสำปะหลังมีอายุ ๑ เดือน ใส่หลังจากที่กำจัดวัชพืชครั้งแรกแล้ว โดยใช้ปุ๋ยโรยเป็นแถวห่างจากโคนต้นประมาณ ๖ นิ้วแล้วพรวนดินกลบ การใส่ปุ๋ยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยพืชสดนั้น จะช่วยให้ดินอุ้มน้ำและระบายน้ำและอากาศดีขึ้น แต่การใช้ปุ๋ยอินทรียวัตถุต้องใส่ปุ๋ยในอัตราสูง เช่น จำนวน ๑ ตันต่อไร่หรือมากฃกว่านี้ เพราะปุ๋ยอินทรียวัตถุมีธาตุอาหารน้อย และต้องใส่ปุ๋ยก่อนปลูก แล้วไถกลบลงไปในดิน ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มันสำปะหลังอายุ ๑ ปี จะได้ผลผลิตประมาณ ๔-๕ ตันต่อไร่ถ้าปลูกติดต่อกันหลายๆ ปีโดยไม่ใส่ปุ๋ยผลผลิตในปีหลังๆ จะลดลงเหลือประมาณ ๒ ตันต่อไร่ ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ๔-๕ ตันต่อไร่อยู่เสมอจึงควรใส่ปุ๋ยทุกครั้งที่ปลูก ดังคำขวัญของกรมวิชาการเกษตรที่ว่า "ปลูกมันใส่ปุ๋ยคุยได้ ผลผลิตมาก รายได้สูง ดินเสื่อมช้า"[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคและแมลง
มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงน้อยกว่าพืชไร่ชนิดอื่น แม้จะมีโรคและแมลงบางชนิดระบาดอยู่ แต่ไม่ทำความเสียหายอย่างรุนแรง ถึงกับทำให้ต้นมันสำปะหลังตายหรือไม่ได้ผลผลิต โรคของมันสำปะหลังที่พบทั่วไปในประเทศไทย ได้แก่ ๑. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา เซอร์คอสปอรา(Cercospora sp.) โรคนี้พบอยู่ทั่วไปในต้นมันสำปะหลังที่ปลูก อาการที่เกิด เกิดขึ้นที่ใบ ใบจะเป็นแผลจุดกลมๆ สีน้ำตาลกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตรแต่ไม่ทำลายความเสียหายมากนักการป้องกันกำจัด เนื่องจากโรคนี้ไม่ทำความเสียหายมากทางเศรษฐกิจ กสิกรผู้ปลูกจึงไม่จำเป็นฃที่จะต้องใช้ยาออร์โทไซด์ (Orthocide) ฉีด ในปัจจุบัน พันธุ์ต้านทานโรคนี้ในประเทศไทยยังไม่มี ๒. โรคใบด่าง (Mosaic) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงระบาดอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกา และในประเทศอินเดีย ไม่พบระบาดในประเทศไทยอาการของโรคใบจะด่างหงิกงอ สังเคราะห์แสงได้น้อยลง ผลผลิตจะต่ำ ระบาดได้โดยการนำเอาท่อนพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคไปปลูก และระบาดได้โดยแมลงหวี่ขาว (White fly) เป็นพาหะ วิธีป้องกันกำจัดที่ได้ผล คือ เวลาปลูกควรนำท่อนพันธุ์จากต้นไม่เป็นโรคไปปลูก เมื่อพบต้นที่ปรากฏอาการก็นำไปเผาไฟทิ้ง และใช้พันธุ์ที่ต้านทานปลูกแมลงที่สำคัญ ไรแดง (Red spider mite) พบระบาดอยู่ทั่วไปในประเทศไทย แต่ไม่ทำความเสียหายมากนักฃจะระบาดในระยะฤดูแล้งและอากาศร้อน ไรแดงจะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากฝนตก ฝนจะชะเอาไรแดงไป ไรแดงจะขยายพันธุ์ได้น้อยการระบาดจะหายไป ถ้าระบาดมากใช้ยาเคลเทน (Kelthane) ฉีดได้ผลแมลงศัตรูชนิดอื่นๆ ก็มี เช่น เพลี้ยแป้งเพลี้ยหอย และปลวก แต่ทำความเสียหายให้มันสำปะหลังในบางท้องที่เท่านั้น [กลับหัวข้อหลัก]
ใบมันสำปะหลังที่ถูกไรแดงทำลาย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเก็บหัว
รากมันสำปะหลังจะเริ่มพองเป็นหัวเมื่ออายุประมาณ ๒ เดือน และจะเจริญเติบโตเรื่อยไป โดยมีการสะสมแป้งมากขึ้น เมื่อมันสำปะหลังมีอายุมากขึ้นผลผลิตก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย จากการทดลองพบว่าเมื่ออายุ ๖ เดือนให้ผลผลิต ๑.๓ ตัน/ไร่ายุ ๑๒ เดือนให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น ๔.๔ ตัน/ไร่และเมื่อมีอายุ ๑๘ เดือนให้ผลผลิตสูงถึง ๗ ตัน/ไร่ส่วนอัตราส่วนต่อร้อยของแป้งในหัวมันสำปะหลังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก รายละเอียดต่างๆ ดังแสดงในตารางที่ ๗
ตารางที่ ๗ แสดงผลผลิตและปริมาณแป้งสะสมในหัวมันสำปะหลังเมื่ออายุต่างกัน
อายุเก็บเกี่ยว(เดือน)
เปอร์เซ็นต์แป้ง
ปริมาณแป้ง(กก./ไร่)
ผลผลิต(กก./ไร่)
เปอร์เซ็นต์ผลผลิตเปรียบเทียบ กับอายุ ๑๒ เดือน
๖๘๑๐๑๒๑๔๑๖
๑๙.๖๗๒๗.๔๐๒๖.๓๙๒๓.๔๓๒๖.๖๖๒๗.๕๖
๒๕๑.๖๖๓๘.๐๗๕๖.๘๑,๐๒๐.๙๑,๑๗๐.๔๑,๗๑๒.๐
๑,๓๑๖๒,๓๔๐๒,๘๗๑๔,๓๗๕๔,๙๔๔๖,๒๑๑
๓๐.๐๘๕๓.๔๙๖๕.๒๒๑๐๐.๐๐๑๑๔.๑๕๑๔๑.๙๗ โดยทั่วไปชาวไร่จะเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังเมื่ออายุ ๑๒ เดือน บางครั้งกสิกรต้องการใช้เงินเร็ว หรือเมื่อมันสำปะหลังมีราคาดีก็รีบเก็บเกี่ยวเมื่ออายุน้อยกว่า ๑๒ เดือน แต่กสิกรที่มีฐานะดีหรือเมื่อมันสำปะหลังราคาถูก ก็อาจจะทิ้งไว้เก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากขึ้น แต่หัวมันสำปะหลังที่อายุมากกว่า ๑๒ เดือน หัวมักใหญ่และแข็งไม่เป็นที่ต้องการของตลาด การถอนหัวมันสำปะหลัง ทำได้โดยก่อนจะถอนใช้มีดตัดต้นออกเหลือตอทิ้งไว้สั้นๆ เพื่อใช้ดึงในที่ดินไม่แข็งก็ถอนได้ง่าย โดยใช้มือดึงขึ้นมาเลยถ้าดึงไม่ขึ้นหรือมีหัวตกค้างอยู่ในดินก็ต้องใช้จอบขุดเมื่อถอนหัวมันสำปะหลังแล้วก็ใช้มีดสับหัวมันสำปะหลังให้ขาดจากต้นรวบรวมหัวส่งไปจำหน่าย ไม่ควรปล่อยหัวมันสำปะหลังทิ้งไว้ในไร่หลายวันจะทำให้หัวมันสำปะหลังเสีย

ป้ายกำกับ: ,