การปลูกมะนาวบนต้นตอมะขวิด
ส้มโอทะเลแก้ว
วิธีการปลูก
ศูนย์ขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล ตามโครงการพระ ราชดำริหน่วยขยายพันธุ์ส้มโอ เป็นโครง การร่วมระหว่าง สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัด พิษณุโลกและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยใช้สถานที่บริเวณ ทะเลแก้ว หรือสถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม (ทะเลแก้ว ) เป็นศูนย์ปฏิบัติการ ดังนี้
1. เลือกมะนาวพวง กิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อทำ ต้นตอใช้ในการทาบกิ่งส้มโอ
2. นำกิ่งส้มโอพันธุ์ท่าข่อย ผ่าเป็นวงพระ จันทร์ นำกิ่งมะนาวที่เตรียมไว้ทาบกันแล้วพันด้วย ผ้าพลาสติก การพันผ้าพันให้ห่างจากถุง พลาสติกประมาณ 1 นิ้ว โดยพันจากล่างขึ้นบน
3. เสริมรากโดยใช้มะนาวพวง เช่นกัน
4. ตัดกิ่งมะนาวพวง เพื่อให้ได้ผลผลิตแก่ ส้มโอเต็มที่
5. ต้นส้มโอที่มีต้นตอเป็นมะนาวพวง มี ลักษณะสำคัญ คือ ต้นเตี้ย ทนแดดทนแล้ง และผลดก
คุณค่าและประโยชน์
การปลูกส้มโอโดยใช้ต้นตอกิ่งมะขวิดหรือมะนาว พวง ทำให้ต้นส้มโอแข็งแรง มีลูกดก น้ำหนักดี รสหวานกลมกล่อมกว่าส้มโอพันธุ์เดิม
ป้ายกำกับ: การปลูกมะนาวบนต้นตอมะขวิด
พันธุ์ไม้ป่าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
พันธุ์ไม้ป่าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดย นายเต็ม สมิตินันทน์
เนื่องจากพันธุ์ไม้ป่าต่างๆ นั้นมีคุณค่าทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก คนเราได้นำเนื้อไม้มาใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน และเครื่องใช้ต่างๆ นอกจากนั้นยังมีไม้บางชนิดให้ประโยชน์อย่างอื่นที่สูงกว่าเนื้อไม้ เช่น น้ำมัน ชัน หรือให้ผลที่เป็นสมุนไพรใช้แก้โรคติดต่อร้ายแรงบางโรคได้ ดังนั้นทางการจึงต้องป้องกันมิให้สูญพันธุ์โดยกำหนดไม้บางชนิดให้เป็นไม้หวงห้ามไม้หวงห้ามที่ทางการกำหนดไว้ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ไม้หวงห้ามประเภท ก.
๒. ไม้หวงห้ามประเภท ข.
อินทนิล
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
ไม้หวงห้ามประเภท ก.
ไม้หวงห้ามประเภท ข.
ไม้หวงห้ามประเภท ก.
๑. ไม้หวงห้ามประเภท ก. เป็นพันธุ์ไม้ที่ให้เนื้อไม้มีคุณภาพดี ซึ่งใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้นั้น ทางการจะยอมให้ตัดฟันและชักลากออกมาทำสินค้าได้ ทั้งนี้ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน ได้กำหนดให้อยู่ในประเภทนี้ มีจำนวนกว่า ๒๕๐ ชนิด พร้อมทั้งกำหนดอัตราค่าภาคหลวงไว้ด้วย ได้แก่
ชนิด
ของไม้ ชื่อ-สกุล ลักษณะของต้นและใบ สีของดอกและ ลักษณะผล ที่ชอบขึ้น ก่อ มี ๓ สกุล คือ
๑. ก่อแอบ เคอร์คัส (Quercus)
ได้แก่ ก่อแอบ (Q.kerrii)
ก่อแดง (Q. kingiana)
ก่อขี้กวาง (Q. acutissima)
ก่อสีเสียด (Q. brandisiana) ต้นไม้ขนาดใหญ่
ขอบใบมักจักเป็น
ฟันเลื่อยห่าง ๆ
ดอกเพศผู้และ
เพศเมียแยกอยู่
คนละช่อ
ผลเดี่ยว ๆ มีถ้วย
รองรับตอนโคน
ผล
ป่าดิบเขา
ป่าดิบชื้น
พื้นราบ
๒. ก่อหินลิโทคาร์ปัส
(Lithocarpus)
ก่อหิน (L.encleisacarpus)
ก่อหม่น (L. elegans)
ก่อด่าง (L. lindleyanas)
ก่อก้างด้าง (L. garrettianus)
ต้นไม้ขนาดใหญ่
ขอบใบเรียบ
ดอกเพศผู้ และเพศ
เมียอยู่ปนในช่อ
เดียวกัน หรือบางที
ก็แยกกันอยู่คนละช่อ ผลอยู่ติดกัน ๒-๓
ผล มีถ้วยรองรับ
ตอนโคนผล
๓. ก่อเดือย แคสทานอพซีส
(Castanopsis)
ก่อเดือย (C. acuminatissian)
ก่อข้าว (C. indica)
ก่อขี้หมู (C. pierri)
ก่อแป้น (C.diversifolia)
ก่อบ้าน (C. wallichii) คล้ายสกุลก่อหิน
บางชนิดใบมีขอบ ผลมีเปลือกที่เป็น
หนามแหลมมาก
หรือน้อยหุ้มคลุม
อีกชั้นหนึ่ง เปลือก
หนึ่ง ๆ อาจหุ้มผล
ได้ ๑-๓ ผล ซึ่ง
รับประทานได้
แดง Xylia Kerrii ผลัดใบ
สูง ๒๐-๒๕ เมตร
เนื้อไม้สีแดงคล้ำ ดอกสีขาวหอม
ผลเป็นฝักแบน
แห้งแข็ง ป่าเบญจพรรณ
มะค่าโมง Afzelia xylocarpa ผลัดใบ
สูง ๑๕-๒๐ เมตร
เนื้อไม้สีน้ำตาลอม
เหลือง ดอกสีเขียว ๆ
ผลเป็นฝักแบนหนา
แห้งแข้ง ป่าเบญจพรรณ
พะยูง Dalbergia cochinchinensis ผลัดใบ
สูง ๑๕-๒๐ เมตร
เนื้อไม้สีน้ำตาล
อมแดง ดอกสีขาว
ผลเป็นฝักเล็กบาง ป่าเบญจพรรณ
ชิงชันหรือ
เกดแดง Dalbergia ผลัดใบ
สูง ๒๐-๒๕ เมตร
เนื้อไม้สีแดง ดอกสีขาว
ผลเป็นฝักเล็กแข้ง ป่าเบญจพรรณ
กระพี้เขา
ควายหรือ
เกดดำ Dalbergia ผลัดใบ
สูง ๒๐-๒๕ เมตร
เนื้อไม้สีแดง แกมดำ ดอกสีขาว
ผลเป็นฝักเล็กแข็ง ป่าเบญจพรรณ
ประดู่ Pterocarpus macrocarpus ผลัดใบ
สูง ๒๐-๒๕ เมตร
เนื้อไม้สีแดงคล้ำ ดอกสีเหลืองหอม
ผลเป็นฝักแบนกลม
มีครีบโดยรอบ ป่าเบญจพรรณ
กันเกรา Fagraea Fragrans ไม้ผลัดใบ
สูง ๑๕-๒๐ เมตร
เนื้อไม้สีน้ำตาล
อ่อน ดอกสีนวลหอม
ผลเล็กกลม
สุกสีแดง ป่าดิบชื้นและ
ที่ลุ่มน้ำขัง
กระเจา Holoptelea integrifolia ไม้ผลัดใบ
สูง ๒๐-๒๕ เมตร
เนื้อไม้สีนวล ดอกสีขาวๆ เขียว ๆ
ผลเล็กแบน บางที
มีครีบโดยรอบ ป่าเบญจพรรณ
ตะแบก
เปลือก
หนา Lagerstroemia Calyculata ไม้ผลัดใบ
สูง ๒๐-๒๕ เมตร
เปลือกสีเทา
เป็นสะเก็ดล่อน
เป็นหลุมตื้น ๆ
เนื้อไม้สีนวล ดอกสีม่วงอ่อน
ผลเล็ก ผิวแข็ง
แก่จัดแยกออก
เป็นเสี่ยง ๆ ป่าเบญจพรรณ
ตะแบก
เปลือก
บาง Lagerstroemia balansae คล้ายตะแบก
เปลือกหนา ดอกสีม่วง ผลมี
ขนาดใหญ่กว่า ป่าเบญจพรรณ
เสลา Lagerstroemia tomentosa ไม้ผลัดใบ
สูง ๒๐-๒๕ เมตร
เปลือกเรียบสีน้ำ
ตาล เนื้อไม้สีนวล ดอกสีม่วงอ่อน
เกือบขาว ผลผิว
แข็ง แก่จัดแยก
ออกเป็นเสี่ยง ๆ ป่าเบญจพรรณ
อินทนิล Lagerstroemia speciosa ไม้ผลัดใบ
สูง ๑๕-๒๐ เมตร
เป็นสะเก็ดล่อน
ออกบาง ๆ เนื้อไม้
สีน้ำตาลอ่อน สีม่วงเข้ม ผล
ขนาดใหญ่ ผิวแข็ง
แก่จัดแยกออกเป็น
เสี่ยง ๆ ป่าดิบแล้ง
ริมลำธาร
กระบาก
มี ๓ ชนิด
กระบากขาว
กระบากดำ
ปีกหรือ
ช้าม่วง
Anisoptera oblonga
Anisoptera costata
Anisoptera scaphula ไม่ผลัดใบ
สูง ๒๕-๓๐ เมตร
เปลือกสีน้ำตาลอ่อน
เนื้อไม้สีนวล
สีขาวหอม
ผลกลม
มีปีกยาว ๒ ปีก
ปีกสั้น ๓ ปีก ป่าดิบแล้ง
ป่าดิบชื้น
ตะเคียน
มี ๓ ชนิด
ตะเคียนทอง
ตะเคียนหิน
ตะเคียนราก
Hopea odorata
Hopea ferrea
Hopea pierrei ไม่ผลัดใบ
สูง ๒๕-๓๐ เมตร
เปลือกสีน้ำตาล
อมเหลือง สีนวล ผลเล็กกลม
ปลายแหลม
มีปีกใหญ่ ๒ ปีก
ปีกสั้น ๓ ปีก ป่าดิบแล้ง
ป่าดิบชื้น
เต็งหรือแงะ Shorea obtusa ผลัดใบ
สูง ๑๕–๒๐ เมตร
เนื้อไม้สีน้ำตาล สีนวล หอม
ผลเล็กกลม
ปลายแหลม
มีปีกใหญ่ ๓ ปีก
ปีกสั้น ๒ ปีก
ป่าเต็งรัง
ป่าเบญจพรรณ
แล้ง
เต็งตานี Shorea thorelii คล้ายไม้เต็งมาก คล้ายไม้เต็ง
แต่ดอกใหญ่กว่า ป่าดิบแล้ง
รัง หรือ เปา Shorea siamensis ผลัดใบ
สูง ๑๕–๒๐ เมตร
เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน สีนวล หอม
ผลเล็กกลม
ปลายแหลม
มีปีก ๕ ปีก
ยาวไล่เลี่ยกัน ขึ้นปะปนกัน
กับไม้เต็ง
ยางเหียง Dipterocarpus obtusifolius ผลัดใบ
สูง ๒๐–๒๕ เมตร
เนื้อไม้สีน้ำตาล สีชมพู หอม
ผลใหญ่กลม
ปลายแหลม
มีปีกใหญ่ ๒ ปีก
ปีกสั้นรูปหูหนู ๓ ปีก ขึ้นปนกับ
ไม้เต็ง ไม้รัง
ยางกราด Dipterocarpus intricatus ผลัดใบ
สูง ๒๐–๒๕ เมตร
เนื้อไม้สีน้ำตาล สีชมพูอ่อน หอม
ผลใบใหญ่กลม
ปลายแหลม
มีปีกใหญ่ ๒ ปีก
ปีกสั้นรูปหูหนู ๓
ปีก แต่ส่วนโคนปีก
ที่หุ้มผลนั้นมีกลีบ
ขยุกขยิก ๕ กลีบ
ตามยาวแต่ละกลีบ
ชนกัน ขึ้นปนกับ
ไม้เต็ง ไม้รัง
และไม้เหนียว
ยางพลวง Dipterocarpus tuberculatus ผลัดใบ
สูง ๒๐–๒๕ เมตร
ใบมีขนาดใหญ่มาก
เนื้อไม้สีน้ำตาล สีชมพูอ่อน ผลกลม
มีปีกใหญ่ ๒ ปีก
ปีกรูปหูหนู ๓ ปีก
ตอนโคนปีกจะมี
ตุ่มปมสลับกันอยู่
๕ ปม ขึ้นปนกับ
ไม้เต็ง ไม้รังเหียง
และกราด
ยมหอมหรือ
สีเสียดอ้ม Toona ciliata ไม่ผลัดใบ
สูง ๒๐–๒๕ เมตร
เปลือกแตกออก
เป็นร่องตามยาว
สีน้ำตาลเข้ม
สับออกดูมีสีชมพู
ู กลิ่นเหมือนยาหอม
เนื้อไม้สีน้ำตาล
แกมชมพู สีขาว ผลผิวแข็ง
แก่จัดแยกออก
เป็นเสี่ยง ๆ ป่าดิบแล้ง
สนทะเล Casuarina equisetifolia ไม่ผลัดใบ
สูง ๒๐–๒๕ เมตร
กิ่งดึงหลุดออกได้
เป็นปล้อง ๆ
เนื้อไม้สีขาว สีน้ำตาลอมแดง
ผลกลมขรุขระ ขึ้นตามหาด
ทรายชายทะเล
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ไม้หวงห้ามประเภท ข.
๒. ไม้หวงห้ามประเภท ข. ได้แก่พันธุ์ไม้บางชนิดที่ทางการ ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นไม้ชนิดดีมีค่าหายาก หรือ มีคุณค่าพิเศษอย่างอื่น เช่นเปลือกหรือเนื้อไม้มีกลิ่นหอม เป็นสมุนไพรที่หายาก หรือเนื้อไม้มีน้ำมัน หรือ ชัน ซึ่งใช้ประโยชน์ในการอุตสาหกรรมที่จะหาของอื่นมา ใช้แทนไม่ได้ หรือ มีผลที่เป็นสมุนไพร ใช้แก้โรคติดต่อร้ายแรงบางโรคได้ ทางการจะห้ามมิให้ตัดฟัน โค่น ล้ม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
พันธุ์ไม้ที่ใช้ยางนำมากลั่นเป็นน้ำมันและชันก็คือ
สนเขา เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ อยู่ใน สกุลไพนัส (Pinus) ต้นสูง ๒๕-๓๐ เมตร ใบรูปเข็ม มีอยู่ด้วยกัน ๒ ชนิด คือ
สนสองใบ (Pinus merkusii)
สนสามใบ (Pinus khasya)
ที่มีบริมาณน้อยและหายากได้แก่
พญาไม้ ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ อยู่ในสกุลพอ โดคาร์ปัส (Podocarpus) ขึ้นตามป่าดิบเขา มีอยู่ ๓ ชนิด คือ
พญามะขามป้อมดง (Podocarpus imbricatus) ใบเล็กละเอียด บางทีเป็นเกล็ดแหลม
ขุนไม้ (Podocarpus wallichii) ใบกว้าง สอบเรียวทางปลายและโคน
พญาไม้หรือซางจิง (Podocarpus neriifolia) ใบแคบขอบขนาน
แปกลม (Colocedrus macrolepis) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูง ๒๐-๒๕ เมตร ใบเล็กอยู่ชิดติดกัน
เป็นแผงคล้ายใบสนแผง ด้านล่างสีขาว ขึ้นตามป่าดิบเขา
มะขามป้อมดง (Cephalotaxus griffithii)ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบสูง ๒๐-๒๕ เมตร ใบเล็กเรียวปลายแหลมเรียงกันอยู่สองข้าง ด้านล่างสีขาว ขึ้นตามป่าดิบ
สามพันปี (Dacrydium elatum) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๒๐-๒๕ เมตร ใบเรียวเล็ก ปลายใบแหลมเป็นเกล็ดเล็กๆ ขึ้นตามป่าดิบเขา ริมลำธาร
กฤษณาหรือกระลำพัก เป็นไม้สกุลอะควิลาเรีย (Aquilaria) ซึ่งขึ้นตามป่าดิบ เรียกกันทั่วๆไปว่า กฤษณา มีอยู่ด้วยกันสองชนิด คือ Aquilaria crassna และ Aquilaria intergra พันธุ์ไม้สองชนิดนี้มีลักษณะคล้ายกันมาก ยากที่จะจำแนกออกจากกันได้ แต่พอจะสังเกตรู้ได้ว่าเป็นไม้ในสกุลนี้ คือ มีใบบาง เนื้อแน่น มีเส้นใบถี่ เปลือกสีเทา ลอก ออกได้ง่ายตามยาวของลำต้นและมีใยเหนียวมาก
หอม หรือ สบ หรือ กะตุก (Altingia siamensis)ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๒๐-๓๐ เมตร ขึ้นตามป่าดิบ ใบมีกลิ่นฉุนเหมือนการบูร เนื้อไม้มีกลิ่น
หอมกระเบาใหญ่ (Hydnocarpus anthelminticus และ H.kurzii) ไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๒๐ เมตรไม่ผลัดใบ ขึ้นตามป่าดิบ ผลให้เมล็ดใช้สกัดน้ำมันทำยารักษาโรคเรื้อนได้ผลดี
มะพอก หรือทะลอก หรือ มะมื่อ (Parinari annamense) ไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๒๐ เมตร ไม่ผลัดใบ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ผลให้เมล็ดใช้น้ำมันในอุตสาหกรรมเครื่องเขิน และกระดาษ
รักใหญ่ (Melanorrhoea usitata และ M. laccifera) ไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง ๑๕-๒๐ เมตร ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง เปลือกให้ยางสีดำใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องเขิน
นอกจากไม้หวงห้ามทั้งสองประเภทที่ยกตัวอย่างมาพอเป็นสังเขปนั้น ยังมีไม้อยู่อีก ๒ ชนิดที่กำหนดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ให้เป็นไม้หวงห้าม ชนิดพิเศษ คือ ไม้สัก และไม้ยางทุกชนิด ไม้ทั้งสองชนิดนี้ ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดก็ตามให้ถือว่าเป็นไม้หวงห้ามทั้งสิ้น การตัดฟันใช้สอยจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่ได้มอบหมายให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้ หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
ไม้สัก (Tectona grandis) ไม้ยืนต้นผลัดใบสูง ๒๐-๓๐ เมตร ดอกสีขาว ออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ผลกลมมีขนนุ่มปกคลุม และมีเปลือกบางๆ หุ้มโดยรอบภายนอกอีกชั้นหนึ่ง เนื้อไม้สีน้ำตาลอมเหลือง ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ
ไม้ยาง (Dipterocarpus spp.) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๓๐-๔๐ เมตร ดอกสีชมพูผลกลมปลายแหลม มีปีก ๒ ปีกใหญ่และปีกรูปหูนู ๓ ปีกเนื้อไม้สีน้ำตาล ขึ้นตามป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ไม้ ยางมีอยู่ด้วยกันมากชนิด ชนิดที่พบทั่วๆ ไป คือ
ยางนา (Dipterocarpus alatus)
ยางพาย (Dipterocarpus costatus)
ยางแดง (Dipterocarpus turbinatus)
ยางมันหมู (Dipterocarpus kerrii)
ยางเสียน (Dipterocarpus gracilis)
ป้ายกำกับ: พันธุ์ไม้ป่าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
ไม้ผล
ไม้ผล โดย นายวิจิตร วังใน และ นายปวิณ ปุณศรี
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
การแบ่งประเภทของไม้ผล
พันธุ์ไม้ผล
ลักษณะดีของไม้ผลบางชนิด
การปรับปรุงพันธุ์
การขยายพันธุ์ไม้ผล
การแบ่งประเภทของไม้ผล
การแบ่งประเภทไม้ผล นอกจากจะอาศัยหลักง่ายๆ เช่น ขนาดของต้นและความต้องการอุณหภูมิของพืชแล้ว เรายังมีวิธีการแบ่งทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้วิชาการสูงขึ้นเข้าช่วยพิจารณา เช่น วิชาพันธุศาสตร์ เคมี เซลล์วิทยา หรือ วิชาที่ว่าด้วยซากดึกดำบรรพ์
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พันธุ์ไม้ผล
ปัจจัยที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในการทำสวนผลไม้ คือ พันธุ์ไม้ผลที่เราใช้ปลูก ไม้ผลแต่ละพันธุ์จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น มะม่วงประกอบด้วยพันธุ์ต่างๆ หลายสิบพันธุ์ ตัวอย่างเช่น แก้ว อกร่อง พิมเสนมัน ทองดำ เขียวเสวย เป็นต้น แม้แต่พันธุ์เดียวกันก็อาจประกอบไปด้วยสายพันธุ์ซึ่งแตกต่างออกไปจากพันธุ์เดิม เช่น พันธุ์อกร่อง อาจแยกออกเป็น อกร่องเขียว อกร่องทอง อกร่องกะทิ อกร่องกระจิบ อกร่องหัวโขน อกร่องแก้มแดง อกร่องทะวาย อกร่องมัน เป็นต้น ในแต่ละสายพันธุ์ ถ้าต่างต้นกันกรรมพันธุ์อาจแตกต่างกันได้ เช่น ต้นหนึ่งอาจให้ผลดก ลูกโตเสี้ยนน้อย และเป็นพันธุ์เบา แต่อีกต้นหนึ่งของสายพันธุ์เดียวกันอาจให้ลูกไม่ดก ลูกเล็ก มีเสี้ยนมากและเป็นพันธุ์หนัก เป็นต้น ฉะนั้นการเลือกพันธุ์ปลูก จึงมีความสำคัญต่อการทำสวนผลไม้เป็นอย่างมาก
โดยทั่วๆ ไปพันธุ์พืชที่ดี คือ พันธุ์ที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด ซึ่งพอสรุปลักษณะที่ต้องการได้ดังต่อไปนี้
๑. เป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอและสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำ
๒. ผลิตผลมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดผลไม้สด และ (หรือ) ของโรงงานอุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ทนต่อการขนส่งและเก็บรักษาได้นาน สามารถขนส่งสู่ตลาดด้วยต้นทุนต่ำและตลาดต้องการในระยะยาว
๓. เป็นพันธุ์เบาหรือให้ผลนอกฤดูได้ และสามารถขยายพันธุ์ง่ายด้วยต้นทุนที่ไม่แพงนัก
๔. เป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรคและแมลง
ป้ายกำกับ: ไม้ผล
พืชคลุมดิน
พืชคลุมดิน โดย นายวิจิตร วังใน และนายปวิณ ปุณศรี
การปลูกพืชคลุมดินเป็นการปลูกพืชที่มีลำต้นอ่อนเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกัน เพื่อให้คลุมดินตลอดปี หรือชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเราอาจทิ้งพืชเหล่านี้ไว้เพื่อยึดผิวดิน กันดินพังทลายเวลามีฝนตกหนัก น้ำบ่าหรือมีลมแรงพัดเข้าสู่ผิวดินบริเวณนั้น หรืออาจไถกลบลงไปในดินเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
พืชที่จะนำมาปลูกเป็นพืชคลุมนั้น ควรเป็นพืชที่ขึ้นง่ายทั้งในดินดีและดินเลว มีการเจริญเติบโตเร็ว มีกิ่งก้านสาขามาก และส่วนยอดอ่อนนุ่มมีน้ำมาก พืชคลุมดินที่นิยมกันในสวนผลไม้ ได้แก่ ถั่วลาย คาโลโปโกเนียม คุดซู เวลเวทขาว เป็นต้น
การทำสวนผลไม้โดยทั่วไปแล้วเจ้าของสวนไม่สามารถไถพรวนได้บ่อยๆ เหมือนการปลูกพืชไร่การปลูกพืชคลุมดินจึงเป็นของจำเป็นมากในการทำสวนผลไม้ แม้ว่าจะมีดินดีอยู่แล้วก็ตาม พืชคลุม ดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ
๑. เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมร่วงหล่นทับถมบนผิวดิน ในที่สุดจะผุพังรวมตัวกับดินซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป นอกจากนี้จะช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมี ทำให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์ต่อพืชและเพิ่มจำนวนไส้เดือน และจุลินทรีย์ในดิน
๒. ป้องกันการชะล้างของหน้าดิน พืชคลุมจะส่งรากลงไปในดินและยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกเซาะได้ง่ายเมื่อมีน้ำไหลแรง หรือฝนตกหนักการทำสวนบนเนินลาดจึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมโดยปลูกพืชคลุมไว้ตามขั้นบันไดที่ทำไว้จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการพังทลายของดิน นอกจากนี้ใบหรือเถาพืชคลุมที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดโตๆ กระทบผิวดินโดยตรงอันจะเป็นการลดการชะล้างหน้าดินอีกทางหนึ่งด้วย
๓. ทำให้โครงสร้างและสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมขึ้นอยู่จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย ถ้าเราเลือกพืชคลุมที่มีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวกและอุ้มน้ำได้ดี ก็จะทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมจะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนๆ มีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะสารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียวซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น นอกจากนี้สารนี้ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่นทำให้เหนียวขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชเข้าแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
๔. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน การปล่อยให้พืชคลุมคลุมตามผิวดิน โดยเฉพาะพืชคลุมที่ปลูกในดินที่พรวนแล้วอย่างดี หลังจากฝนตกใหญ่ครั้งสุดท้ายจะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ เพราะพืชคลุมจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมจะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชื้นอยู่เสมอ
๕. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมากจะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้วัชพืชก็ไม่มีโอกาสงอกได้ แม้แต่วัชพืชที่ตั้งตัวได้แล้วเช่น หญ้าคา ถ้าเราปลูกพืชคลุม เช่น ถั่วลายขึ้นคลุมจะทำให้หญ้าคาตายได้ เพราะถูกบังแสงแดดจนมีไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
การปลูกพืชคลุมก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือ อาจเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลง เถาของมันอาจเลื้อยขึ้นพันต้นไม้ผลของเราได้ ต้องเสียเวลาคอยตัด หรือกันไม่ให้เข้าไปติดกับต้นไม้ผล เศษเถาและใบที่กองทับถมกันอยู่ในสวน อาจเป็นเชื้อไฟจะทำให้เกิดไฟไหม้สวนได้ ดังนั้นการทำสวนผลไม้ใกล้ป่าหรือใกล้เขตรกร้างอื่นๆ จึงควรทำแนวกันไฟไว้รอบๆ บริเวณสวน นอกจากนี้พืชคลุมที่เจริญมากๆ อาจแย่งน้ำและอาหารจากต้นไม้ที่เราปลูกไว้ได้
ป้ายกำกับ: พืชคลุมดิน
พันธุ์เป็ด พันธุ์ไก่
พันธุ์เป็ด พันธุ์ไก่ โดย นายสุวรรณ เกษตรสุวรรณ และนายไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ
ไก่เลี้ยงทุกวันนี้เชื่อว่าสืบตระกูลมาจากไก่ป่าสีแดงของเอเชียใต้ และอินเดีย ซึ่งมีอยู่ใน
ประเทศไทยเองด้วย เมื่อคนนำไก่ป่ามาเลี้ยงให้เชื่อง หรือเลี้ยงได้ในที่คุมขังแล้ว ก็มีผู้นำต่อไปยังท้องที่ต่างๆ แล้วทำการคัดเลือกผสมพันธุ์ให้ได้ลักษณะสีสันตามความชอบ จนเกิดเป็นพันธุ์แท้มากมายหลายพันธุ์ ที่เรียกว่า พันธุ์แท้ หมายถึงพันธุ์ที่ให้ลูกซึ่งมีลักษณะรูปร่างของตัว ขนาดตัวและสีขนเหมือนพ่อแม่เสมอ
พันธุ์เป็ดปัจจุบันก็มีต้นตระกูลมาจากเป็ดป่าของเอเชียเหมือนกัน หลังจากผ่านฝีมือปรับปรุงคัดเลือกผสมพันธุ์โดยมนุษย์ เราจึงมีเป็ดพันธุ์ทาง และเป็ดพันธุ์แท้เลี้ยงกันทุกวันนี้
กล่าวกันว่า ชาวกรีกโบราณได้เขียนถึงการเลี้ยงไก่บ้าน อันเป็นเวลานานร่วม ๔,๐๐๐ ปีมาแล้วต่อมาชาวยุโรปในสมัยกลางได้สนใจนิยมเลี้ยงไก่ชนกันแพร่หลาย ไก่ชนนี้ดูจะมีคนนิยมทั้งในเอเชีย และอเมริกากลางด้วย ในรอบ ๑๐๐ ปีนี้ ได้มีพันธุ์ไก่ซึ่งแบ่งหมวดหมู่ได้ เป็นพันธุ์ไก่อังกฤษ พันธุ์ไก่เมดิเตอร์เรเนียน พันธุ์ไก่เอเชีย และพันธุ์ไก่อเมริกา การแบ่งหมวดหมู่อาศัยลักษณะตัวว่า อ้วนป้อม ตัวลีบ ตัวกลม ลักษณะท่าทางเวลายืนว่าตัวขนานพื้นหรือเชิด ลักษณะสีของผิวหน้าและแข้งขาเป็นหลัก นอกจากนี้ก็มีลักษณะหงอน รูปร่างต่างๆ ชนิดกัน ซึ่งเป็นลักษณะที่จัดว่าสวยงามตามสายตาของผู้ผสมพันธุ์ และอาจแบ่งอย่ากว้างๆ ตามผลิตผล เป็นไก่กระทง ไก่เนื้อ ไก่ไข่ กับพันธุ์เนื้อและไข่ สำหรับเป็ดก็อาจแบ่งเป็นพันธุ์เนื้อและพันธุ์ไข่ปัจจุบัน ลักษณะเศรษฐกิจสำคัญเป็นอันดับต้นลักษณะสวยงามจึงถูกละเว้นไป นักพันธุศาสตร์ได้ใช้ลักษณะเศรษฐกิจต่อไปนี้เป็นข้อตัดสินในการคัดเลือกไก่หรือเป็ดพันธุ์ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในการเลี้ยงไก่และเป็ด เป็นการค้าหรืออุตสาหกรรม คือ
๑. ไข่ดก/ให้ลูกได้มาก
๒. เติบโตเร็ว เนื้อมากตั้งแต่ระยะเริ่มเติบโต
๓. ฟักออกดี
๔. ให้ลูกแข็งแรง เลี้ยงง่าย รอดมาก
๕. ขนงอกเร็วและคลุมเต็มตัว ตั้งแต่อายุ ๒-๔ สัปดาห์
สีขนก็ยังมีความสำคัญ แต่เป็นความสำคัญในแนวทางใหม่ สำหรับเป็ดเนื้อหรือไก่เนื้อ ขนสีขาวมีภาษีดีกว่าขนสีแดงหรือดำ เพราะทำให้ผิวหนังของไก่น่ารับประทาน สวยงาม เกลี้ยงเกลาเนื่องด้วยตอขนสีขาวมองเห็นได้ยาก แต่ตอขนสีแดงหรือดำจะเห็นชัดผู้บริโภครังเกียจ
สีของผิวหนังก็ยังมีความสำคัญทางด้านเอาใจผู้บริโภค ถ้าตลาดนิยมผิวหนังสีเหลืองในไก่รับประทาน เขาก็คัดสายพันธุ์ที่มีผิวหนังสีเหลือง และสามารถใช้สารแซนโทรฟิลล์ ซึ่งมีมากในข้าวโพดเหลือง และใบกระถิ่นในอาหารมาเพิ่มเติมสีเหลืองของผิวหนังให้เข้มน่าดูน่าซื้อ แต่ถ้าตลาดชอบผิวหนังสีขาวเขาก็สามารถคัดสายพันธุ์ที่ให้ผิวหนังสีขาวได้
ระบบการผสมพันธุ์และคัดไก่พันธุ์ ได้เปลี่ยนจากคตินิยมแต่เดิมสมัยที่มุ่งผสมพันธุ์แท้เพื่อให้ลูกสืบทอดลักษณะของพันธุ์แต่ละพันธุ์ มาเป็นการผสมพันธุ์และคัดสายพันธุ์ หรือสายเลือด ที่จะให้ลูกซึ่งแข็งแรงเติบโตเร็วดีกว่าพ่อแม่เมื่อผสมข้ามสายเลือด ทั้งนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ค้นพบในรอบ ๔๐ ปีนี้เองว่า สายเลือดผสมมีลักษณะความแข็งแรงและการเติบโตสูงกว่าสายพ่อ-แม่ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์และสามารถใช้ลูกผสมจากสายเลือดผสมอีกชั่วหนึ่งเมื่อเลี้ยงเป็นไก่ไข่ หรือไก่กระทงให้มีความสมบูรณ์ ทนทานและโตเร็ว
หลักการที่กล่าวข้างบนนี้ฟังง่าย แต่ปฏิบัติได้ยาก ต้องการผู้เชี่ยวชาญและทุนทรัพย์มากสำหรับที่จะค้นหา ทดสอบ และบำรุงรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ที่จะนำมาผสมพันธุ์เพื่อให้ผลตามที่การเลี้ยงไก่เป็นการค้าต้องการ ขณะนี้ทั่วโลกมีบริษัทผสมพันธุ์ไก่ที่สามารถดำเนินการในลักษณะที่กล่าวได้ประมาณ ๑๐ บริษัท ชื่อของพันธุ์หรือสายพันธุ์ไก่สมัยใหม่นี้ โดยมากจะใช้ชื่อของบริษัทที่ผสมพันธุ์ไก่นั้นๆ และด้วยข้อตกลงทางการค้าก็สามารถจัดส่งไก่พันธุ์ให้แก่ลูกค้าระดับต่างๆ ได้เกือบทั่วโลก
การเลี้ยงไก่ในประเทศไทยได้ผ่านสมัยที่เลี้ยงพันธุ์แท้มาเป็นสมัยที่ชี้ชวนให้รู้จักเลี้ยงเพื่อผลิตไข่ไก่ และไก่รับประทาน จำหน่ายโดยแพร่หลาย แล้วข้ามมายังสมัยปัจจุบัน คือ เลี้ยงแบบธุรกิจอุตสาหกรรม โดยใช้ระยะเวลาเพียง ๕๐ ปีเศษ นับแต่ พ.ศ. ๒๔๖๗ เมื่อ ม.จ. สิทธิพร กฤดากรบิดาแห่งเกษตรแผนใหม่ของไทยได้ทรงนำไก่เศรษฐกิจจากต่างประเทศ คือ ไก่เลกฮอร์นขาวเพื่อกสิกรไทยจะได้เรียนรู้การเลี้ยงไก่เป็นอาชีพสำหรับผลิตอาหารชั้นดีให้ได้ปริมาณมาก พระประสงค์นี้ได้รับการส่งเสริม แนะนำด้วยการสาธิตควบคู่กับการศึกษาทดลองของ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ขณะดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้รับการสนับสนุนทั้งในรูปเงินยืมเป็นทุนหมุนเวียน และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมาดำเนินการเลี้ยงไก่ เริ่ม แต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ จนยุติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งยังผลให้ทั้งเกษตรกร ตลาด และผู้บริโภคยอมรับไข่ไก่และไก่กระทงโดยแพร่หลายจนเป็นสินค้าซื้อขายกันปีละหลายพันล้านบาท
ปัจจุบัน เราอาจกล่าวได้ว่า การเลี้ยงไก่ในประเทศไทยได้มาถึงขั้นธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรมีระบบการผลิตลูกไก่ให้ผู้เลี้ยง มีระบบการรับซื้อไข่และไก่เนื้อเพื่อแปรรูปและจัดจำหน่าย มีระบบการลงทุนร่วมโดยใช้สินเชื่อทั้งเงินสดและเป็นอาหารสัตว์ ระบบเหล่านี้เชื่อมโยงการดำเนินการแต่ละขั้นตอนให้กระทำตามแผนการตลาดที่กำหนดไว้ล่วงหน้านับว่าเป็นข้อก้าวหน้ากว่าสินค้าเกษตรอีกหลายๆ อย่าง และควรใช้เป็นบทเรียนในการปรับปรุงระบบการเกษตรของเราต่อไปข้างหน้าได้ด้วย
ป้ายกำกับ: พันธุ์ไก่, พันธุ์เป็ด
พันธุ์มันสำปะหลัง
พันธุ์มันสำปะหลัง โดย นายเจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์
พันธุ์มันสำปะหลังที่ปลูกอยู่ทั่วไปในประเทศไทยมีอยู่ ๓ พันธุ์ คือ
๑. พันธุ์ที่ใช้หัวเป็นอาหารของมนุษย์ นิยมปลูกกันตามบ้านเพื่อใช้เป็นอาหารในครอบครัว เรียกกันว่าพันธุ์ห้านาที เป็นพันธุ์ที่มีกรดไฮโดรไซยานิกในหัวต่ำ เมื่อต้มแล้วเนื้อจะซุย นุ่ม ไม่ขม และมีรสดี ใช้เป็นอาหารโดยปิ้ง เผา ต้ม และเชื่อมเป็นต้น พันธุ์นี้สังเกตได้ที่ก้านใบมีสีแดงเข้ม ทั้งก้านและเปลือกของหัวขรุขระมีสีน้ำตาล มีขายกันอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด
๒. พันธุ์ที่ใช้หัวในอุตสาหกรรม พันธุ์นี้ปลูกเป็นการค้าจำนวนมากนับล้านๆ ไร่ เพื่อส่งเข้าโรงงานทำแป้ง หรือโรงงานมันเส้น เรียกกันว่าพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ระยอง เป็นพันธุ์ที่มีปริมาณแป้งในหัวมากและมีกรดไฮโดรไซยานิกสูง จึงมีรสขมเนื้อหัวหยาบรสไม่อร่อย แต่เจริญเติบโตได้ดี ผลผลิตสูง จึงปลูกเพื่อส่งเข้าโรงงาน ลักษณะประจำพันธุ์นี้ คือ ก้านใบมีสีเขียวอ่อนปนแดง หัวเรียบมีสีขาว
๓. พันธุ์ที่ใช้เป็นไม้ประดับ นิยมปลูกกันตามบ้านเพื่อความสวยงาม เรียกว่า "มันด่าง" ใบจะด่างมีสีเขียว ปนเขียวอ่อนและขาว สีด่างของใบสวยงาม จึงปลูกเป็นไม้ประดับ
ป้ายกำกับ: พันธุ์มันสำปะหลัง
การปฏิบัติรักษาภายหลังปลูกอ้อย
การปฏิบัติรักษาภายหลังปลูกอ้อย โดย นายเกษม สุขสถาน
หัวข้อ
การให้น้ำและการระบายน้ำ
การกำจัดวัชพืช
การป้องกันและการกำจัดโรคและแมลง ศัตรูอ้อย
การปลูกซ่อม
การใส่ปุ๋ยและการพูนโคน
การให้น้ำและการระบายน้ำ
เนื่องจากอ้อยปลูกเป็นร่องๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการให้น้ำจึงกระทำได้ง่ายโดยปล่อยน้ำเข้าไปตามร่องจากที่สูงสู่ที่ต่ำ ในขณะเดียวกันก็ทำร่องทิ้งน้ำไว้ทางปลายร่องเพื่อจะได้ระบายน้ำที่เกินพอออกไปจากไร่ การให้น้ำภายหลังปลูกมักกระทำทันทีที่ปลูกเสร็จ ส่วนครั้งต่อๆ ไปให้เมื่ออ้อยเริ่มแสดงอาการขาดน้ำ ซึ่งจะเห็นได้จากอาการที่ใบห่อในเวลาเที่ยงวันหรือเวลา\บ่าย ปริมาณน้ำและเวลาที่ให้แตกต่างกันตามชนิดของดิน ลมฟ้าอากาศ ตลอดจนระยะการเจริญเติบโตของอ้อยด้วย
สำหรับการให้น้ำก่อนหรือหลังปลูก นั้นมี ชาวไร่บางรายสังเกตว่า ในสภาพดินร่วนเหนียวปนทราย เช่น ในท้องที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม การให้น้ำก่อนปลูกโดยปล่อยน้ำเข้าตามร่องแล้วทิ้งไว้จนกระทั่งดินหมาดพอที่จะปลูกได้สะดวกจึงปลูก ได้ผลดีกว่าการให้น้ำหลังปลูก
วิธีให้น้ำนอกจากจะปล่อยเข้าไปตามร่องแล้วยังอาจให้แบบฝนเทียม (sprinkle) หรือแบบหยดน้ำ (drip หรือ triggle) อีกด้วย การให้น้ำแบบหยดน้ำคงจะเป็นที่นิยมในอนาคต เพราะนอกจากจะประหยัดทั้งน้ำและค่าใช้จ่ายแล้วยังได้ผลดีอีกด้วย
การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชอาจกระทำโดยอาศัยแรงงานคนถากด้วยจอบ หรือใช้เครื่องจักรพรวนเมื่อเห็นว่ามีวัชพืช นอกจากนี้ก็อาจใช้สารเคมีประเภทก่อนงอก เช่น พวกไดยูรอน (diuron) อัตราประมาณ ๒๐๐-๔๐๐ กรัมของตัวยาต่อไร่ ฉีดก่อนที่อ้อยและวัชพืชจะงอก แต่ต้องระวังในการใช้ยาพวกนี้ เพราะอาจเป็นอันตรายแก่อ้อยบางพันธุ์ นอกจากนี้ก็มีพวกอะเมทรีน (ametryne)ซึ่งใช้ในอัตรา ๓๐๐-๖๐๐ กรัมของเนื้อยาต่อไร่ ยานี้เป็นอันตรายต่ออ้อยน้อยกว่าพวกไดยูรอน สำหรับยาประเภทฉีดภายหลังที่อ้อยและวัชพืชงอกแล้วได้\แก่ ๒, ๔-D ซึ่งใช้ในอัตรา ๒๐๐-๔๐๐ กรัมของเนื้อยาต่อไร่สำหรับกำจัดวัชพืชใบกว้าง และอะเมทรีน\ในอัตราต่ำกว่าที่กล่าวข้างต้นก็สามารถใช้ฉีดหลังงอกได้ การฉีดหลังงอกต้องระวังอย่างให้ถูกอ้อยมากนัก เพราะอาจเป็นอันตรายได้
การป้องกันและการกำจัดโรคและแมลง ศัตรูอ้อย
ก. โรคอ้อย โรคอ้อยที่พบในประเทศไทยมีมากกว่า ๒๐ โรค แต่ที่ระบาดทำความเสียหายมากมีประมาณ ๕ โรค คือ โรคแส้ดำ โรคราสนิม โรคไส้แดง โรคใบลายหรือใบด่าง และโรคใบขาว
๑. โรคแส้ดำ (smut) เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ยอดมีลักษณะคล้ายแส้โผล่ออกมาที่แส้จะเต็มไปด้วยเขม่าสีดำซึ่งหุ้มอยู่ด้วยเยื่อบางสีขาว เมื่อเยื่อแตกออกทำให้เขม่าสีดำซึ่งก็คือสปอร์ของเชื้อโรคปลิวไปตามลม ลักษณะอื่นๆ ที่ปรากฏก็คือ ลำต้นส่วนใหญ่แคระแกร็นไม่ย่างปล้อง มีการแตกกอมากผิดปกติ อ้อยตอเป็นมากกว่าอ้อยปลูก พันธุ์ที่เป็นโรคนี้มากได้แก่ เอ็นซีโอ ๓๑๐ ซีบี ๓๘-๒๒ และซีโอ ๔๒๑ ส่วนพันธุ์ เอฟ ๑๔๐ และคิว ๘๓ ก็เป็นโรคนี้ แต่ไม่มากนัก
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๓. แช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน
๔. ปล่อยให้ดินว่างหรือปลูกพืชหมุนเวียน
๕. พันธุ์ที่เป็นโรคนี้อย่างรุนแรง ไม่ควรไว้ตอ
๒. โรคราสนิม (rust) เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งเกิดที่ใบ ทำให้ใบเป็นจุดเล็กๆ สีคล้ายสนิมเหล็กเป็นจำนวนมาก มองดูคล้ายใบเป็นสนิมทั้งใบใบแก่ที่อยู่ข้างล่างเป็นมากกว่าใบอ่อน พันธุ์ที่เป็นโรคนี้มาก คือ คิว ๘๓
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. รักษาความสะอาดในแปลง
๓. ใช้ยากำจัดเชื้อราฉีด
๓. โรคไส้แดง (red rot) เกิดจากเชื้อราทำให้ภายในลำต้นเป็นสีแดง และมีสีขาวสลับเป็นห้วงๆ มักเป็นแก่ท่อนพันธุ์และอ้อยที่แก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว พันธุ์ที่เป็นโรคนี้มาก คือ พินดาร์
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๓. แช่ท่อนพันธุ์ในยาป้องกันเชื้อรา
๔. ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรค
๔. โรคใบลายหรือใบด่าง (mosaic) เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบอ่อนหรือใบที่เพิ่งคลี่มีลักษณะเป็นลายสีเขียวอ่อน หรือสีเขียวอมเหลืองสลับกับสีเขียวเข้มของใบปกติ อาการดังกล่าวปรากฏทั้งใบ โรคนี้เป็นแก่อ้อยที่ปลูกเป็นการค้าในประเทศเราแทบทุกพันธุ์ แต่พันธุ์ที่เป็นมาก คือ คิว ๘๓
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค๒. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๓. แช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน
๔. ปล่อยให้ดินว่างหรือปลูกพืชหมุนเวียน
๕. โรคใบขาว (white leaf) เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา (mycoplasma) ของอ้อย ทำให้ใบอ่อนเป็นสีขาวทั้งใบ และลำต้นแคระแกร็น แตกกอคล้ายตะไคร้แต่ไม่มีลำ พบได้ทุกระยะของการเติบโตพบในอ้อยตอมากกว่าอ้อยปลูก
การป้องกันกำจัด
๑. ปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค
๒. แช่ท่อนพันธุ์ในสารละลายเตตราไซคลิน (tetracyclin) ซึ่งมีความเข้มข้น ๒๕๐ ส่วนในล้าน ในน้ำร้อน ๕๔ องศาเซลเซียส เป็นเวลา ๓๐ นาที
๓. ขุดทำลายต้นที่เป็นโรค
๔. ทำลายแมลงพาหะ
ข. แมลงศัตรูอ้อย แมลงศัตรูอ้อยในประเทศไทยมีมากกว่า ๒๐ ชนิด แต่ที่เคยระบาดทำความเสียหายอย่างรุนแรง มีเพียงไม่กี่ชนิด ในจำนวนนี้ได้แก่ เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อนอ้อยสีขาว เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะยอด หนอนฃเจาะลำต้นและยอด หนอนเจาะอ้อยสีชมพูและหนอนเจาะลำต้นอ้อย เป็นต้น อ้อยที่ถูกแมลงเหล่านี้ทำลายจะให้ผลผลิต และคุณภาพต่ำลง การป้องกันกำจัดแมลงเหล่านี้ อาจกระทำได้โดยการใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งนอกจากจะได้ผลไม่คุ้มค่าแล้ว ยังเกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย นอกจากการใช้ยาแล้วการปฏิบัติอย่างอื่น เช่น การทำความสะอาดแปลง และลอกกาบแห้งขณะอ้อยยืนต้นอยู่ฃหรือการเผาใบก่อนหรือหลังการเก็บเกี่ยว ก็อาจช่วยฃลดความเสียหายที่เกิดจากแมลงเหล่านี้ได้บ้าง แต่ได้ผลไม่ค่อยจะแน่นอน ในปัจจุบันได้มีการนำเอาฃวิธีการบริหารแมลง (pest management) มาใช้ การบริหารแมลงศัตรูพืชมิใช่วิธีป้องกันกำจัด แต่เป็นแนวทางที่จะได้มาซึ่งข้อมูลในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชนั้นๆ ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดผลดีต่อสภาพแวดล้อม และได้รับผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นที่ยอมรับในสังคมด้วยตัวอย่างเช่น การใช้ศัตรูธรรมชาติทั้งที่เป็นแมลงและ สัตว์อื่น รวมทั้งโรคของแมลงศัตรูพืชนั้นกำจัดตัวมันเอง ดังนี้เป็นต้น วิธีนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
เพลี้ยอ่อนอ้อยสีขาวดูดน้ำเลี้ยงจากใบอ้อย
โรคแส้ดำ
การใช้แมลงและสัตว์อื่นกำจัดแมลงศัตรูพืช
การปลูกซ่อม
ถ้าปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ๓ ตาและมีการคัดเลือกเฉพาะท่อนที่มีตาสมบูรณ์ปลูกการซ่อมก็อาจไม่จำเป็น เพราะอ้อยจะงอกเป็นส่วนมาก ความจริงท่อนพันธุ์ที่มี ๓ ตานั้น ถ้างอกเพียง\ตาเดียวก็พอแล้ว แม้ว่าบางท่อนจะไม่งอกเลย แต่ถ้าช่องว่างที่ไม่งอกนั้นมีความยาวไม่เกิน ๗๕ เซนติเมตร ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อม ทั้งนี้เพราะกอที่อยู่ข้างๆช่องว่างนั้นจะมีการแตกกอมากขึ้นเป็นการชดเชย\การปลูกซ่อมควรกระทำภายในเวลา ๓-๔ สัปดาห์\ภายหลังปลูก และควรใช้ท่อนพันธุ์หรือชิ้นตาที่ชำให้งอกก่อน แล้วปลูกซ่อมจะให้ผลดีกว่าใช้ท่อนพันธุ์โดยตรง
การใส่ปุ๋ยและการพูนโคน
ชาวไร่ที่ส่งอ้อยแก่โรงงาน ที่ซื้อตามน้ำหนักมักนิยมใส่ปุ๋ยเดี่ยว คือ แอมโมเนียมซัลเฟต หรือแอมโมเนียมคลอไรด์อัตราประมาณ ๑๐-๒๐ กิโลกรัม ไนโตรเจนต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 2 1/2-3เดือน ใส่ครั้งเดียว ส่วนพวกที่ขายอ้อยให้แก่โรงงานที่ซื้อตามคุณภาพมักจะ ใส่ปุ๋ยผสมสมบูรณ์สูตรต่างๆ เช่น ๑๒-๑๐-๑๘ หรือ ๑๓-๑๓-๒๑ หรือ ๑๕-๑๕-๑๕ อัตรา ๑๐๐-๑๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ก่อนปลูกครึ่งหนึ่งและใส่ที่เหลือเมื่อ อายุประมาณ 2 1/2-3 เดือน การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองนี้ กระทำโดยโรยปุ๋ยไปตามแถวอ้อย แล้วพรวนดินกลบอย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาปริมาณปุ๋ยที่ชาวไร่ใส่กับอายุของอ้อยที่ยืนยาวนับปีแล้ว จะเห็นว่าปุ๋ยที่ใส่นั้นค่อนข้างน้อยมาก ชาวไร่บางรายนอกจากจะพรวนดินกลบปุ๋ยแล้วยังพูนโคน (hilling-up) อีกด้วย วิธีการก็คือการไถดินระหว่างร่องเข้ามากลบที่โคนอ้อย ทำให้มีร่องเกิดขึ้นระหว่างแถวอ้อย วิธีนี้อาจไม่จำเป็นสำหรับที่บางแห่ง โดยเฉพาะแห่งที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน
ป้ายกำกับ: การปฏิบัติรักษาภายหลังปลูกอ้อย
การทะนุบำรุงมันฝรั่ง
การทะนุบำรุงมันฝรั่ง โดย นายไสว พงษ์เก่า และนายโสภณ สินธุประมา
หัวข้อ
โรคและแมลง
การให้น้ำและการกำจัดวัชพืช
การใส่ปุ๋ย
โรคและแมลง
๑. โรค เออร์ลีไบลท์ ใบเป็นจุด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราออลเทอร์นาเรีย โซลานี (Alternaria solani) ลักษณะอาการที่เกิดในมันฝรั่ง คือ ตามใบล่างจะเป็นจุดกลมๆ กระจัดระจายอยู่ทั่วไปแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในระยะต่อมา จุดเหล่านั้นจะขยายใหญ่ขึ้นทำให้เนื้อเยื่อตรงที่เป็นโรคนี้แห้งตายไป และลักษณะคล้ายรอยไหม้
๒. โรค เลทไบลท์ (late blight) หรือ ดาวนี มิลดิว (downy mildew) หรือโรคใบไหม้ โรคนี้เกิดจากเชื้อราไฟทอฟทอราอินเฟสทานา (Phytophthora infestana) โรคนี้ทำความเสียหายแก่มันฝรั่งมากที่สุด ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๔๘๙ ปรากฏว่าชาวไอร์แลนด์ถึงกับอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากมันฝรั่งที่ปลูกไว้ถูกทำลายด้วยโรคนี้
โรคนี้จะทำอันตรายแก่มันฝรั่งในขณะที่สภาพดินฟ้าอากาศชุ่มชื้นและเย็น มันฝรั่งที่เป็นโรคจะมีใบเป็นจุด หรือแผลสีน้ำตาลหรือม่วงดำโดยมีขนาดต่างๆ กัน และขยายตัวลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ตามบริเวณขอบแผลจะเห็นเป็นวงซ้อนกัน และที่ด้านล่างตรงกันข้ามกับแผล จะสังเกตเห็นเป็นฝ้าขาวซึ่งเป็นกลุ่มของสปอร์ที่ราผลิตขึ้น โรคนี้อาจพบตามบริเวณส่วนต่างๆ ของลำต้นได้ เชื้อราระบาดไปกับหัวมันที่ใช้เป็นพันธุ์ปลูกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเมื่อนำหัวที่มีเชื้อโรคไปปลูก เชื้อโรคนี้ก็จะเจริญขึ้นมาพร้อมกับหน่อมันฝรั่ง โรคนี้จะเป็นกับต้นมันฝรั่งทุกขนาดไม่จำกัดอายุ หัวที่เป็นโรคจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล หรือม่วงแล้วยุบเน่าทั้งหัว หัวที่เป็นโรคเมื่อผ่าดูเมล็ดแป้งจะเป็นจุดสีแดงอิฐ
วิธีป้องกันและกำจัดโรคเออร์ลีและเลทไบลท์
๑. ใช้หัวมันจากแหล่งที่ปราศจากโรค
๒. ฉีดยาป้องกันรา ซึ่งมีส่วนประกอบของทองแดง เช่น คูพราวิท (Cupravit) ไซเนบ (Zineb) มาเนบ (Maneb) และคอพเพอร์ ออกซีคลอไรด์ (Copper oxychloride) ทุกๆ ๕-๗ วันเมื่ออากาศผิดปกติ
๓. ใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค
๔. เผาทำลายส่วนที่เป็นโรคทิ้งเสีย
๓. โรค คอมมอนสแคบ (common scab) เป็นโรคที่เกิดมาจากเชื้อรา แอกติโนไมแซส สแคบีส์ (Actinomyces scabies) เมื่อเกิดขึ้นกับหัวมันฝรั่ง จะมีลักษณะคล้ายหูด โรคนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่สภาพเป็นด่าง ในดินที่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อยก็สามารถเกิดโรคนี้ได้ การใช้ปูนขาวและปุ๋ยคอกในการปลูกมันฝรั่งในดินทั่วๆ ไป ยกเว้นในดินที่มีสภาพเป็นกรด เป็นการเพิ่มเชื้อโรคสแคบให้มีจำนวนมากขึ้น โรคนี้จะเจริญเติบโตได้ดี เมื่อความชื้นในดินน้อยกว่าความชื้นที่พอเหมาะสำหรับการปลูกมันฝรั่ง ดินที่มีสภาพเป็นกรด โรคนี้เจริญเติบโตได้ไม่ดี
วิธีป้องกันและกำจัด ในต่างประเทศใช้กำมะถันผงอัตรา ๖๕-๑๓๐ กิโลกรัมต่อไร่ หว่านลงไปในดินจะช่วยเปลี่ยนสภาพของดินให้เป็นกรดได้บ้าง และในบางทีเมื่อมันฝรั่งเป็นโรคนี้แล้วใช้ฟอร์มาลดีไฮด์อุ่นๆ หรือสารละลายเมอร์คิวริกคลอไรด์ อ่อนๆ ฉีดไปบนต้นมันฝรั่งอาจทำลายเชื้อราได้บ้าง
แมลงที่ทำลายมันฝรั่งเท่าที่พบในภาคเหนือเช่น ที่สถานีกสิกรรมแม่โจ้ และฝาง ได้แก่
๑. หนอนต่างๆ เช่น หนอนของผีเสื้อกลาง คืน มีลักษณะลำตัวลายสีดำหรือสีเทายาวประมาณ ๑ นิ้ว โดยจะกัดโคนต้นมันฝรั่งหลังจากงอกและเจริญเติบโตพ้นพื้นดินแล้วในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันจะอยู่ใต้ผิวดินใกล้กับโคนต้นมันฝรั่งเข้าใจว่าหนอนพวกนี้ ไม่ชอบแสงแดด หนอนเหล่านี้นอกจากจะทำลายมันฝรั่งแล้ว ยังทำลายผัก เช่นคะน้า หอมหัวใหญ่อีกด้วย
วิธีกำจัด โดยใช้ ดีดีที ๕๐% อัตรา ๑ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ ๑ ปีบ หรือใช้ยาเอนดริน (Endrin) ๒๐% อัตรา ๑๕ ซีซี ต่อน้ำ ๑ ปีบ ฉีดทุกๆ ๑๕-๒๐วัน ข้อควรระวังก็คือ ยาพวกนี้เป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่น ฉะนั้นควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
๒. เพลี้ย เพลี้ยเป็นแมลงพวกปากดูดโดยจะดูดน้ำเลี้ยงตามใบมันฝรั่ง และชะงักการเจริญเติบโต ลดผลผลิต นอกจากนี้เพลี้ยยังเป็นพาหะนำโรคใบด่างม้วน โมเสคลิฟรอลล์ (Mosaic leafroll) และโรคอื่นๆ อีกด้วย
วิธีกำจัด ใช้ยามาลาไธออน (Malathion) ๒๕-๓๐ ซีซี ต่อน้ำ ๑ ปีบ หรืออาจจะใช้โฟลิดอลอี ๖๐๕ (Folidol E.605) ๑ ซีซี ต่อน้ำ ๑ ปีบสำหรับยา ดีดีที ไม่ควรใช้เพราะไม่สามารถทำลาย เพลี้ยได้เลย นอกจากจะช่วยทวีจำนวนเพลี้ยให้มากขึ้น เนื่องจากตัวยา ดีดีที ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ คือตัวห้ำเสียหมด
[กลับหัวข้อหลัก]
โรคใบม้วนอันเกิดจากเชื้อไวรัส
โรคใบไหม้เกิดจากเชื้อรา
โรคคอมมอนสแคบ เกิดจากเชื้อรา
การให้น้ำและการกำจัดวัชพืช
ปัญหาเรื่องการให้น้ำมันฝรั่งนั้น เป็นปัญหาที่สำคัญมาก ถ้าให้น้ำมากเกินไปจะทำให้หัวมันฝรั่งเน่า แต่ถ้าให้น้อยเกินไปจะทำให้ต้นมันฝรั่งเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ฉะนั้นการให้น้ำควรจะให้เพียงพอแก่ความต้องการ คือ ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไปโดยสังเกตความชุ่มชื้นในดินเป็นหลัก มันฝรั่งที่ปลูกในดินทรายและมีอากาศร้อน ควรให้น้ำบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในขณะที่มันฝรั่งกำลังเจริญเติบโตฃการให้น้ำแก่มันฝรั่ง ควรกระทำบ่อยครั้ง แต่ระวังอย่างให้เปียกแฉะ
เมื่อกลบดินหลังจากปลูกแล้ว ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ เพราะในเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายนดินทั่วๆ ไปยังชุ่มชื้นอยู่ การรดน้ำบ่อยครั้งเพื่อเร่งให้ต้นงอกออกมานั้น บางครั้งอาจทำให้หัวมันที่ฝังอยู่ในดินเน่าได้ เมื่อตางอกพ้นพื้นดินออกมาต้องคอยพรวนดินฆ่าวัชพืชต่างๆ ในแปลง ซึ่งส่วนมากจะงอกอยู่ก่อนตามันฝรั่งจะงอกโผล่ออกมาเหนือผิวดิน หลังจากพรวนดินแล้วควรตากดินทิ้งไว้หลายๆ วันเพื่อให้วัชพืชที่พรวนขึ้นมานั้นตายไป แล้วจึงรดน้ำให้ชุ่ม การพรวนดินต้องกระทำอยู่เสมอและบ่อยครั้ง ขณะเดียวกันก็ต้องพรวนกลบโคนต้นด้วย เพราะมันฝรั่งจะงอกหัวใหม่ออกมาบริเวณโคนต้น และหัวบางหัวจะโผล่เหนือผิวดิน ถ้าปล่อยให้ถูกแดดผิวเปลือกของหัวจะเป็นสีเขียวคล้ำไม่งาม และตลาดให้ราคาต่ำ
อุปกรณ์ที่ใช้รดน้ำก็คือ บัวรดน้ำ แต่ในปัจจุบันอาจใช้เครื่องสูบน้ำเข้าช่วย ซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่า วิธีการทดน้ำเข้าตามร่องข้างแปลงไม่ควรกระทำ เพราะจะทำให้ดินแน่นและการงอกหัวไม่ดี
การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ๒ ครั้ง ครั้งแรกใส่เมื่อต้นงอกสูงขึ้นมา ๔-๖ นิ้ว ก่อนใส่ปุ๋ยต้องพรวนดินและตากทิ้งไว้ กะให้ดินแห้งพอสมควรจึงใส่ปุ๋ยผสมโดยวิธีโรยระหว่างต้นและระหว่างแถวพรวนดินกลบแล้วรดน้ำ การใส่ครั้งที่สองเว้นระยะห่างจากการใส่ครั้งแรก ๑ เดือน อัตราปุ๋ยที่ใส่ทั้งสองครั้งประมาณ ๘๐-๑๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ สูตรปุ๋ยที่ใช้จะเป็น ๘-๑๒-๑๖ หรือ ๘-๑๒-๑๒ หรือ ๘-๑๐-๑๕ ก็ได้ ทั้งนี้สุดแล้วแต่ชนิดของดิน ถ้าสังเกตเห็นว่าหลังจากใส่ปุ๋ยผสมแล้วประมาณ ๑๕-๒๐ วันลำต้นยังไม่อวบอ้วน ใบมีขนาดเล็กควรใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต โรยบริเวณรอบโคนต้น ต้นละประมาณครึ่งช้อนแกง เสร็จแล้วรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลาย มีข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่งสำหรับพันธุ์บินท์เจ ถ้ามีลำต้นอวบอ้วน และเป็นพุ่มใหญ่แล้วมันจะมีขนาดหัวใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน
การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ คือ พวกปุ๋ยคอกหรืออื่นๆนั้นจะทำให้ดินดีขึ้น ช่วยให้มันฝรั่งลงหัวดี และช่วยให้การระบายน้ำดีด้วย การใส่ปุ๋ยพวกนี้ส่วนมากจะใส่ก่อนปลูก โดยคลุกเคล้าให้เข้ากับดินในอัตราค่อนข้างสูงประมาณ ๑ ตันหรือมากกว่านั้น
การติดผลและการเจริญของผล
การติดผลและการเจริญของผล โดย นายวิจิตร วังใน และนายปวิณ ปุณศรี
เมื่อดอกไม้ได้รับการผสมเกสรและผสมพันธุ์ส่วนต่างๆ ของดอกจะมีการเปลี่ยนแปลง คือ ไข่(ovule) จะเจริญไปเป็นเมล็ดซึ่งข้างในจะมีคัพภะ(embryo) และมีเอนโดสเปอร์ม (edosperm) อยู่ระยะหนึ่งหรือตลอดไป ผนังรังไข่จะเจริญไปเป็นเปลือกผล (pericarp) รังไข่ (ovary) และฐานรองดอก (receptacle) จะเริ่มขยายตัวพองออก ส่วนต่างๆ ของดอกที่อยู่รอบๆ รังไข่มักจะเริ่มเหี่ยวและ จะร่วงไปในที่สุด ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า "การติดผล" สำหรับดอกที่ไม่ได้รับการผสมจะบานได้นานกว่าดอกที่ผสมติด แต่ในที่สุดจะร่วงไปทั้งดอก
การเจริญเติบโตของผลไม้ทุกชนิดแบ่งออกได้เป็น ๔ ระยะ คือ ระยะแรก รังไข่มีการแบ่งเซลล์อย่างมากมายหลังจากได้รับการผสมพันธุ์แล้ว ระยะที่สอง เซลล์ที่แบ่งตัวแล้วนั้นมีการขยายตัวในช่วงนี้ไซโทพลาสซึมจะเคลื่อนเข้าหาขอบเซลล์ ทำให้เกิดช่องว่างภายในเซลล์และมี sap บรรจุอยู่เต็ม ซึ่งอาจกินเนื้อที่ประมาณ ๘๐ % ของปริมาตรเซลล์ เซลล์จะมีอาหารพวกแป้ง น้ำตาล และโปรตีน เมื่อผลเจริญถึงขั้นเต็มที่ก็ถึงระยะที่สาม ซึ่งจะมีการสร้างสารที่ทำให้เกิดรสชาติ (flavour) ปลายของระยะนี้ผลก็จะสุกหรืออย่างน้อยก็แก่พอที่จะเก็บได้ หลังจากนี้ก็เข้าระยะที่สี่ ซึ่งเรียกว่า ระยะสุกงอม (senescence) จะมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในผลอย่างมาก ผลจะเริ่มสุกงอมและจะเละ หรือแห้งเหี่ยวไปในที่สุด
ปกติผลไม้จะมีเมล็ด ถ้าเมล็ดไม่เจริญก็จะทำให้ผลไม้นั้นร่วงหล่นไป แต่ไม้ผลบางชนิดสามารถมีผลที่ไม่มีเมล็ดหรือมีเมล็ดตายได้ เพราะรังไข่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ ขบวนการเกิดผลแบบนี้เรียกว่า "parthenocarpy" ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ แบบด้วยกัน คือ แบบแรก ผลจะเกิดขึ้นได้โดยที่ดอกไม่ได้รับทั้งการผสมเกสรและผสมพันธุ์ ปัจจัยที่ทำให้ผลเจริญเติบโตจะเกิดมีเองในดอกหรือรังไข่ โดยไม่ต้องได้รับการกระตุ้นจากภายนอก พืชที่เกิดผลแบบแรกได้นี้ ตามธรรมชาติยอดเกสรตัวเมียไม่พร้อมที่จะรับการผสม ตัวอย่างเช่น กล้วยหอมมะละกอ ส้มบางชนิด เป็นต้น แบบที่สองเป็นการเกิดผล โดยได้รับการกระตุ้นจากการผสมเกสรกล่าวคือขณะที่หลอดเรณูไชชอนลงไปตามก้านเกสรตัวเมีย จะมีการสร้างสารบางอย่างขึ้น และสารนี้ จะไปกระตุ้นให้มีการขยายตัวของเซลล์ในรังไข่จนเจริญเป็นผลโตเต็มที่ได้ แต่เนื่องจากหลอดเรณูแตกหรือตายลงกลางทาง เชื้อตัวผู้จึงไม่มีโอกาสเข้าผสมกับเชื้อตัวเมีย หรือคัพภะที่เกิดขึ้นแล้วไม่สมบูรณ์ จึงหยุดเจริญ ผลที่ได้จึงไม่มีเมล็ดหรือเมล็ดลีบ เช่น ทุเรียนบางพันธุ์ เป็นต้น
กล้วยหอม
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
การร่วงของดอกและผล
การร่วงของดอกและผล
การร่วงของดอกและผลก่อนกำหนดอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของสิ่ง แวดล้อมโดยตรงก็ได้ ก่อนที่ดอกหรือผลจะร่วง บริเวณก้านดอกหรือขั้วผลจะเกิดมีชั้นของคอร์กเซลล์ ที่เรียกว่า "abscission layer" เกิดเป็นบริเวณแคบๆ ไปตามด้านขวางของก้านดอกหรือขั่วผล ดอกหรือผลจะหลุดออกจากต้นตรงจุดนี้ การร่วงของดอกและผลก่อนกำหนดจะมีมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้และ สภาพแวดล้อม สำหรับมะม่วงนั้น ดอกสมบูรณ์เพศจะร่วงไปประมาณ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ การติดผลจะมีไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์
ป้ายกำกับ: การติดผลและการเจริญของผล
การจำแนกผัก (classification of vegetables)
การจำแนกผัก (classification of vegetables) โดย นายวัฒนา เสถียรสวัสดิ์
การจำแนกผัก อาจจะกระทำได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้จำแนกว่าจะใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการจำแนก เท่าที่ใช้กันทั่วๆไป มีวิธีการจำแนกอยู่ ๕ วิธีด้วยกัน คือ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
จำแนกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางพฤกษศาสตร์ (botanical classification)
จำแนกโดยถือเอาส่วนของพืชที่ใช้บริโภคเป็นเกณฑ์ (classification based on parts used as food)
จำแนกโดยถือเอาเกณฑ์การปลูก (classification based on cultural requirement)
จำแนกโดยถือเอาความคงทนต่ออากาศหนาวของพืชเป็นเกณฑ์ (classification based on winter hardiness)
จำแนกโดยอาศัยลักษณะการเจริญเติบโต หรืออายุของพืช (classification based on growth characteristics)
จำแนกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางพฤกษศาสตร์ (botanical classification)
การจำแนกวิธีนี้นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะกล่าวถึงพืชผักแต่ละชนิด และเป็นวิธีสากลนิยม หลักเกณฑ์การจำแนกก็คงเหมือนวิธีการทางอนุกรมวิธานที่ใช้กับพืชทั่วๆ ไป กล่าวคือพืชที่อยู่ในอาณาจักรพืช จะถูกแบ่งเป็นส่วน (phylum หรือ division) ชั้น (class) อันดับ (order) ตระกูลหรือวงศ์ (family) สกุล (genus) ชนิด (species) และพันธุ์ (variety) ตามลำดับความสัมพันธ์ทางเชื้อสาย (heredity) พืชแต่ละชนิดจะถูกให้ชื่อตามบทบัญญัติการตั้งชื่อพืชสากล (international code botanical nomenclature)
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
จำแนกโดยถือเอาส่วนของพืชที่ใช้บริโภคเป็นเกณฑ์ (classification based on parts used as food)
จำแนกโดยถือเอาส่วนของพืชที่ใช้บริโภคเป็นเกณฑ์แบ่งเป็นพวกๆ ดังนี้
พวกที่ใช้ใบ ก้าน ลำต้น (leaves, petioles, stems) เช่น คะน้า ผักกาดหอม ขึ้นฉ่าย ตะไคร้
พวกที่ใช้หัว ซึ่งเกิดจากส่วนราก (roots) เช่น มันเทศ ขิง ข่า
พวกที่ใช้หัว ซึ่งเกิดจากลำต้น แปรรูป (modified stems) แบ่งเป็น ๒ พวกย่อย คือ
ก. พวกหัวที่มีเนื้อแน่น (tuber) เช่น มันฝรั่ง
ข. พวกหัวที่เป็นกลีบเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ (bulb) เช่น หอมฝรั่ง (หอมหัวใหญ่) หอมแดง กระเทียม พวกที่ใช้ผล (fruits) เช่น แตงกวา ฟัก เขียว ฟักทอง
[กลับหัวข้อหลัก]
ต้นคะน้า
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
จำแนกโดยถือเอาเกณฑ์การปลูก (classification based on cultural requirement)
เราจัดพืชผักที่มีความต้องการทางภูมิอากาศ การปลูกการดูแลรักษา โรคแมลงที่รบกวน ที่มีลักษณะคล้ายกันรวมไว้เป็นพวกๆ เช่น พวกกะหล่ำ (cole crops) พวกแตง (melons) พวกผักสลัด (salad crops) พวกหัว (root crops)
[กลับหัวข้อหลัก]
แตงกวาเป็นพืชที่ใช้ผล
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
จำแนกโดยถือเอาความคงทนต่ออากาศหนาวของพืชเป็นเกณฑ์ (classification based on winter hardiness)
เช่น ผักที่ทนหนาวได้ (hardy vegetables) ผักพวกนี้อาจจะทนความหนาวได้ ถึงแม้ว่าจะมีความหนาวถึงจุดที่เกิดผลึกน้ำแข็ง (frost) ผักที่ไม่ทนหนาว (tender vegetables) เมื่ออุณหภูมิถึงจุดดังกล่าวก็จะตาย อย่างไรก็ตามผักส่วนใหญ่ไม่ทนหนาวจัด แต่ต้องการอากาศอบอุ่น
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
จำแนกโดยอาศัยลักษณะการเจริญเติบโต หรืออายุของพืช (classification based on growth characteristics)
จำแนกโดยอาศัยลักษณะการเจริญเติบโต หรืออายุของพืช (classification based on growth characteristics) แบ่งเป็น ๓ พวก ย่อยๆ คือ
๕.๑ พืชผักฤดูเดียว (annual) คือพืชที่มีอายุสั้นๆ จบชีพจักรภายในปีเดียวหรือฤดูปลูกเดียวส่วนมากเป็นพวกพืชล้มลุก (herbaceous plants) เช่น มะเขือเทศ แตงกวา
๕.๒ พืชสองฤดู (biennial) คือพืชที่จบชีพจักรภายใน ๒ ปี หรือ ๒ ฤดูปลูก ซึ่งเป็นลักษณะ
ของพืชเมืองหนาว ที่ต้องใช้ความเย็นทำลายการพักตัว (break dormancy) เช่นหอมฝรั่ง กะหล่ำต่างๆ พืชเหล่านี้ในฤดูปลูกแรกมีการเจริญเติบโตทางส่วนต้น (vegetative growth) เมื่อการพักตัวถูกทำลายแล้ว ในฤดูปลูกหลังจะมีการเจริญทางการสืบพันธุ์ (reproductive growth)
๕.๓ พืชยืนต้น (perennial) คือพืชที่จบชีพจักรภายใน ๓ ปี หรือ ๓ ฤดูปลูก หรือมากกว่าแบ่งเป็น ๒ พวกย่อย คือ
พวกพืชยืนต้นสลับล้มลุก (herbaceous perennial) ส่วนต้น (shoot) มีลักษณะเป็นพืชฤดูเดียว ส่วนราก (root, crown) มีลักษณะเป็นพืชยืนต้น ปรากฏในผักน้อยชนิดมาก เช่น หน่อไม้ฝรั่ง (asparagus) ที่ปลูกในเมืองหนาว ส่วนต้นจะตายในฤดูหนาว แต่ตอยังอยู่ (ระยะพักตัว) จะงอกและเจริญเติบโตใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในเมืองไทย ซึ่งเป็นเมืองร้อนไม่มีการพักตัว สาเหตุเกิดจากพืชมีการปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม (adaptation)
พวกพืชยืนต้นที่มีเนื้อไม้ (woody perennial)ลำต้นที่มีเนื้อไม้ (wood) ส่วนใหญ่พืชพวกนี้ที่ใช้เป็นผักจะเป็นพืชเมืองร้อน (tropical crops) พืชยืนต้นประเภทนี้แบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ
- พวกที่มีลำต้นหลัก หรือลำต้นประธาน(trunk, main central axis) เราเรียกว่า tree ที่เรานำบางส่วน (parts) ของมันมาใช้เป็นผัก เช่น มะม่วง ชมพู่ เราใช้ใบอ่อน ดอกอ่อน ผลอ่อน มะนาวเราใช้ผล มะกรูดเราใช้ใบและผล แคเราใช้ดอกสะตอเราใช้เมล็ดจากฝัก
- พวกที่ไม่มีลำต้นประธาน แต่มีลำต้นที่มีขนาดไล่เลี่ยกันแตกออกมาจากตอ (crown) หลายลำเราเรียกว่า shrub มีพืชบางชนิดที่เรานำส่วนของมันมาใช้เป็นผัก เช่นไผ่ (เราใช้หน่ออ่อนหรือหน่อไม้) เตย ชะอม เราใช้ใบอ่อน
จะเห็นได้ว่า ประเทศหนาว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป ไม่มีพวกพืชยืนต้นที่มีเนื้อไม้ใช้เป็นผักเหมือนบ้านเรา ประเทศเรามีพืชจำพวกนี้ที่มีคุณค่าอาหารสูง เหมาะต่อคนยากจน เพราะราคาถูกอยู่หลายชนิดที่จะใช้เป็นอาหารผักได้ดี เช่น กระถิน สะตอ ชะอม
ป้ายกำกับ: การจำแนกผัก (classification of vegetables)
การขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนอื่นๆ
การขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนอื่นๆ โดย นายสนั่น ขำเลิศ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
การตอนกิ่ง (Layering)
การตัดชำ (Cuttings)
การตอนกิ่ง (Layering)
การตอนกิ่ง เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชที่ใช้กันมานานและเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวสวนทั่วๆไป วิธีการตอนกิ่งที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นวิธีการที่ได้นำมาจากประเทศจีน แต่ได้ดัดแปลงไปบ้างเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติ ในยุโรปและอเมริกาก็มีวิธีขยายพันธุ์พืชด้วยการตอนกิ่งเช่นเดียวกัน แต่วิธีการในการตอนกิ่งผิดไปจากวิธีที่รู้จักกันดีในบ้านเราและเรามักเรียกวิธีการตอนกิ่งแบบยุโรปว่า "การตอนทับกิ่ง" ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะการตอนกิ่งแบบชาวจีน หรือการตอนกิ่งแบบตอนหุ้มกิ่ง ซึ่งมีวิธีการตอนหุ้มกิ่งหลายแบบ
ไม่ว่าจะเป็นการตอนกิ่งแบบชาวจีน หรือการตอนทับกิ่งแบบชาวยุโรป โดยหลักการในการ ตอนต้นพืชแล้วก็คือ การทำให้ต้นหรือกิ่งพืชออกรากขณะที่ยังติดอยู่กับต้นแม่ หลังจากต้นหรือกิ่งพืชออกรากดีแล้วจึงตัดไปปลูกภายหลัง ฉะนั้นโอกาสของการที่กิ่งพืชจะมีชีวิตอยู่รอด จึงดีกว่าการขยายพันธุ์ด้วยการตัดชำ แต่ก็มีข้อเสียอยู่ที่ว่าขยายได้ช้ากว่า ด้วยเหตุนี้ถ้าต้องการต้นพืชจำนวนมากๆ แล้วมักจะไม่ใช้การขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง เว้นแต่ต้นพืชนั้นจะขยายพันธุ์ไม่ได้ด้วยการตัดชำ หรือออกรากยากกว่าการตอนกิ่งเท่านั้น การตอนกิ่งแบบชาวจีน หรือแบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นวิธีที่ใช้ในการตอนกิ่งพืชพวกไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งพืชพวกไม้ผลและไม้ประดับ เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ละมุด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ กระท้อน กุหลาบ มะลิ ดอนย่า เป็นต้น ส่วนวิธีการตอนนั้นปฏิบัติเป็นขั้นๆ ดังนี้
ก. การเลือกกิ่ง กิ่งหรือต้นพืชที่จะตอนจะต้องเป็นกิ่งไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ใบงาม ไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย ได้รับแสงแดดสม่ำเสมอ โดยปกติมักจะเลือกกิ่งกระโดง ซึ่งอาจจะเป็นกิ่งกระโดงตั้ง๑ หรือกระโดงครีบ๒ ก็ได้
ข. การทำแผลบนกิ่ง การทำแผลบนกิ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดของพืช และความยากง่ายในการงอกราก ซึ่งบางพืชอาจไม่ต้องทำแผลเลยก็สามารถออกรากได้ ส่วนใหญ่มักเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ต้นสาวน้อยประแป้ง พลูด่าง และพลูฉีก พืชบางชนิด อาจใช้วิธีกรีดเปลือกตามยาวของกิ่ง เช่น กุหลาบ ยี่โถ หรือพืชบางชนิดอาจปาดท้องกิ่ง เช่น ต้นชวนชม แต่มีบางชนิดที่ต้องควั่นกิ่งโดยเฉพาะพืชที่ออกรากยาก มีความจำเป็นที่จะต้องทำแผลโดยการควั่นกิ่ง เพราะการควั่นนอกจากจะทำให้เกิดบริเวณออกรากแล้ว ยังมีผลเกี่ยวกับการสะสมธาตุอาหารรวมทั้งสารฮอร์โมน ให้เกิดขึ้นภายในกิ่งซึ่งจะมีผลดีในการออกรากด้วย ดังนั้นเพื่อความแน่นอนในเรื่องการออกราก ชาวสวนทั่วไปจึงใช้วิธีการทำแผลด้วยการควั่นกิ่งแทบทั้งสิ้น
ค. การทาฮอร์โมน การใช้ฮอร์โมนเร่งรากทาบริเวณที่ทำแผล หรือบริเวณที่กิ่งจะเกิดราก จะช่วยให้กิ่งพืชเกิดรากดีขึ้น คือ มีรากมากขึ้น รากเจริญเร็วขึ้น และอาจออกรากเร็วขึ้น การทาฮอร์โมนปกติจะทาเฉพาะบริเวณที่จะเกิดรากเท่านั้น เช่น บริเวณที่เป็นรอยกรีด หรือรอยปาด หรือรอยควั่นตอนบนเท่านั้น และการที่จะใช้ฮอร์โมนตอนต้นพืชฃชนิดใดนั้น ควรจะได้ศึกษาหรือทดลองมาก่อนเพราะต้นพืชแต่ละชนิดออกรากยากง่ายต่างกัน โดย ปกติต้นพืชที่ออกรากไม่ยาก อาจใช้ฮอร์โมนชนิดอ่อนหรือที่มีความเข้มข้นน้อยๆ ก็เพียงพอ ส่วนต้นพืชที่ออกรากยากๆ จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนแรงๆ หรือที่เข้มข้นมากๆ ตามลำดับ การใช้ฮอร์โมนที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวนี้ นอกจากจะไม่ได้ผลดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำลายกิ่งพืชที่ตอน และทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ง. การหุ้มกิ่งตอน วัตถุที่จะใช้หุ้มกิ่งตอนอาจใช้วัตถุต่างๆ ได้หลายอย่าง ข้อสำคัญก็คือวัตถุนั้นๆ ต้องอมความชื้นได้พอ ไม่เป็นพิษกับกิ่งพืช มีราคาถูก และหาได้ง่าย เช่น หญ้ามอสส์ (sphagnum moss) กาบมะพร้าวชุบน้ำ ปุยมะพร้าวผ้ากระสอบป่าน หรือรากผักตบชวา แม้กระทั่งดินธรรมดาๆ ทั่วๆ ไปใช้ก็ได้ แต่วัตถุที่นิยมใช้จะ ต้องสะดวกต่อการหุ้ม เช่น ใช้กาบมะพร้าวชุ่มน้ำทุบให้แผ่ ตัดเป็นท่อนให้พอเหมาะกับขนาดกิ่งตอนซึ่งเมื่อจะหุ้มก็จะสามารถหุ้มกิ่งได้ง่าย ส่วนการหุ้มอาจใช้วัตถุชนิดเดียว เช่น หญ้ามอสส์ล้วนๆ หรือกาบมะพร้าวล้วนๆ หรืออาจใช้ดินหุ้มก่อนแล้วหุ้มหญ้ามอสส์ หรือกาบมะพร้าวอีกชั้นหนึ่งก็ได้ ข้อสำคัญก็คือ ต้องพันหรือหุ้มวัตถุหุ้มกิ่งให้แน่นพอสมควร อย่าให้หมุนหรือคลอนไปมาได้ง่าย และพยายามหุ้มให้กลางกระเปาะวัตถุที่หุ้มอยู่ตรงกับบริเวณที่ออกรากด้วย
จ. การรักษาความชื้น หลังจากตอนกิ่งแล้วโดยเฉพาะราว ๓-๕ วัน จากที่หุ้มกิ่ง จะต้องรดน้ำกระเปาะตอนหรือมัดวัตถุหุ้มกิ่งที่ตอนนั้นให้ชื้นสม่ำเสมอในการรักษาความชื้นนี้อาจใช้วิธีรดน้ำกระเปาะที่ตอนทุกวัน หรือใช้วิธีรดทั้งต้นแบบฝนตก แต่ที่สะดวกก็คือใช้ผ้าพลาสติกหุ้มให้มิด ทั้งนี้เพื่อมิให้น้ำจากกระเปาะวัตถุนั้นระเหยออกมาได้ การหุ้มผ้าพลาสติกกระเปาะที่ตอนแล้ว ควรจะได้หุ้มเสียแต่ตอนแรกขณะที่วัตถุนั้นยังชื้นอยู่ ซึ่งการหุ้มพลาสติกในทำนองนี้จะช่วยให้กระเปาะกิ่งตอนชื้นอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งกิ่งออกราก อย่างไรก็ตามในระหว่างรอการออกราก ควรจะได้ตรวจดูกระเปาะตอนบ้าง เพราะอาจมีมดกัดผ้าพลาสติกให้เป็นรู ทำให้กระเปาะตอนแห้งได้ การแก้ไขก็คือใช้เข็มฉีดยา ฉีดน้ำเข้าไปในกระเปาะตอนราว ๕-๗วันต่อครั้ง จนกว่ากิ่งจะออกรากมากพอและตัดมาปลูกได้
ฉ. การตัดกิ่งตอน เมื่อถึงเวลาอันควร กิ่งพืชที่ตอนไว้ก็จะเกิดราก เวลาของการออกรากนี้จะมากน้อยต่างกัน พวกไม้ประดับทั่วๆ ไปจะออกรากเร็วกว่าพวกไม้ผล แต่ไม้ผลแต่ละชนิดก็จะใช้เวลาในการออกรากแตกต่างกัน เช่น ชมพู่จะออกรากเร็วกว่าส้ม ส้มเร็วกว่าละมุด เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน ๓ เดือน ในการตัดกิ่งตอนจะต้องดูจำนวนรากว่ามีรากมากพอหรือยัง และควรจะรอให้รากมีจำนวนมากพอได้สัดส่วนกับขนาดของกิ่งและใบ ซึ่งถ้ากิ่งยิ่งโตมีใบมากก็ต้องเป็นกิ่งที่มีรากมาก มิฉะนั้นรากจะดูดน้ำไปเลี้ยงใบไม่ทันกิ่งก็จะแห้งเหี่ยวตายไปในที่สุด หรือมิฉะนั้นก็จะต้องตัดกิ่งและใบทิ้งเสียบ้าง อย่างไรก็ตาม พวกไม้ดอกหรือไม้ประดับ ซึ่งรากมักเจริญได้เร็วหลังจากตัดกิ่งแล้ว เช่น กุหลาบ ดอนย่า ฯลฯ อาจตัดกิ่งได้เมื่อรากยังมีไม่มากนัก เพราะต้นพืชจะสร้างรากได้ไวหลังจากตัดมาปลูกแล้ว ส่วนพืชพวกไม้ผล จะต้องรอให้กิ่งมีรากมากพอ หรืออย่างน้อยจะต้องรอให้มีแขนงรากเกิดขึ้นให้มากพอ ฉะนั้นการตัดกิ่งตอนพวกไม้ผล จึงจำเป็นต้องใช้เวลายาว นานกว่าไม้ประดับโดยทั่วไป
ซ. การปลูกกิ่งตอน กิ่งตอนที่ตัดได้อาจมีจำนวนรากมากน้อยต่างกัน เพื่อป้องกันการเสียหายซึ่งอาจจะเกิดขึ้น ควรจะได้คัดกิ่งตอนออกเป็นพวกๆ ตามความมากน้อยของรากเสียก่อน คือ คัด กิ่งที่มีรากมากและรากน้อยออกคนละพวก พวกที่มีรากมากอาจปลูกลงกระถางหรือลงถุงปลูกได้ทันทีส่วนพวกที่รากยังไม่มากพอ ควรจะได้ตัดแต่งกิ่งและใบออกเสียบ้าง แล้วนำไปชำรวมกันไว้ในกระบะหรือภาชนะที่เหมาะสม เพื่อรอให้รากเกิดมากขึ้นจึงจะนำไปปลูกภายหลัง ข้อสำคัญในการปลูกกิ่งตอน คือ อย่าปลูกให้ลึกโดยเฉพาะในการใช้วัตถุปลูกที่ทึบหรืออับอากาศ เช่น ดินเหนียว เป็นต้นเพราะจะทำให้รากเจริญช้า ควรจะปลูกให้กระเปาะฃตอนโผล่พ้นดินปลูกเล็กน้อย ประมาณหนึ่งในสี่ของกระเปาะตอน จากนั้นจึงนำกระถางปลูกไปตั้งไว้ในที่ร่มรำไร คือ ที่ที่มีแสงแดดส่องเล็กน้อย คอยพรมน้ำให้ใบกิ่งตอนชื้นอยู่เสมอๆ แต่ไม่ควรรดน้ำจนดินปลูกแฉะ และหลังจากยอดเริ่มเจริญหรือแตกยอดใหม่จึงเพิ่มแสงแดดให้มากขึ้น
...................................................................................................................................................................
๑ กระโดงตั้ง คือกิ่งที่เจริญตั้งตรง เป็นกิ่งที่เจริญแข็งแรง การจัดกิ่งย่อยภายในกิ่งเจริญสม่ำเสมอทุกด้าน
๒ กระโดงครีบ เป็นกิ่งที่เจริญด้านเดียว มักเป็นกิ่งเอน และมักเป็นกิ่งย่อยของกิ่งกระโดงตั้ง
[กลับหัวข้อหลัก]
ขั้นตอนในการตอนกิ่งละมุด : การทำแผลบนกิ่ง
การหุ้มกิ่งตอน
การหุ้มกิ่งตอนด้วยพลาสติกเพื่อรักษาความชื้น
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การตัดชำ (Cuttings)
การตัดชำ คือ การทำให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากหลังจากที่ตัดกิ่งหรือต้นออกมาจากต้นแม่แล้ว การตัดชำเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชแบบหนึ่ง ซึ่งนิยมทำกับพืชประเภทไม้ดอก ไม้ประดับ เป็นส่วนใหญ่แต่ก็อาจใช้กับการขยายพันธุ์ไม้ผลบ้างบางชนิดแบบต่างๆ ของการตัดชำ (types of cuttings) เราอาจจะใช้ส่วนต่างๆ ของต้นพืชนอกเหนือจากดอกหรือผลมาตัดชำได้ เช่น อาจจะใช้ต้น กิ่ง รากหรือใบ ดังนั้นแบบของการตัดชำจึงขึ้นอยู่กับส่วนของพืชที่จะนำมาตัดชำ ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะการ ตัดชำโดยใช้ต้นเท่านั้น
๑. การตัดชำโดยต้นหรือกิ่ง (stem cut-tings) เป็นวิธีการตัดชำที่มีความสำคัญและนิยมกันกว้างขวางกว่าการใช้ส่วนอื่นๆ ของต้น แบ่งการตัดชำวิธีนี้เป็นวิธีการย่อยๆ โดยพิจารณาอาหารที่มีอยู่ในกิ่งและชนิดของเนื้อไม้เป็น ๔ แบบ ซึ่งวิธีการใดฃจะได้ผลดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของปีรวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ผู้ตัดชำจะต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จึงจะทำให้การตัดชำได้ผลดี
๑.๑ การตัดชำแบบใช้กิ่งแก่ไม่มีใบ ได้แก่การนำส่วนของต้นหรือกึ่งพืชที่แก่หรือเจริญมาแล้วนานๆ มาตัดชำ แต่ส่วนใหญ่จะใช้กิ่งที่มีอายุไม่เกิน ๑ ปี เป็นกิ่งที่ไม่มีใบติด สีผิวของกิ่งเป็นสีน้ำตาลลักษณะกิ่งแข็ง ส่วนใหญ่จะเป็นกิ่งที่อยู่ในระยะพักตัวหรือหยุดเจริญ การตัดชำกิ่งแบบนี้อาจปฏิบัติเป็นขั้นๆ ดังนี้
ก. เลือกกิ่งที่มีลักษณะดังกล่าวและมีขนาดโตราวครึ่งนิ้วหรือขนาดดินสอดำ
ข. ตัดกิ่งเป็นท่อนๆ โดยให้แต่ละท่อนยาวราว ๘ นิ้ว
ค. ตัดปลายและโคนกิ่งให้เฉียง ทำมุมกับกิ่งประมาณ ๔๕-๖๐ องศา
ง. ตัดปลายกิ่งให้เฉียงขึ้นทางตาบน และห่างตาประมาณ ๑/๔-๑/๒ นิ้ว
จ. ตัดให้รอยตัดโคนกิ่งผ่านข้อ หรือใต้ข้อเล็กน้อย
ฉ. ถ้ามีการใช้ฮอร์โมนช่วยการออกราก ก็จะจุ่มโคนกิ่งลงในสารละลายฮอร์โมนลึกประมาณ ๑/๒ นิ้ว
การปักชำ
ก. ปักกิ่งที่ตัดเรียบร้อยแล้วลงในวัตถุปักชำซึ่งอาจเป็นทราย ถ่านแกลบ หรือทรายผสมถ่านแกลบก็ได้ โดยจัดปักให้กิ่งเอนเล็กน้อยประมาณ ๖๐องศา และห่างกันประมาณ ๓-๔ นิ้ว
ข. ปักกิ่งให้ลึกลงไปในวัตถุปักชำ ๒ ส่วนใน ๓ ส่วน หรือมีตาเหลือประมาณ ๑-๒ ตา
ค. จัดปักให้ตาบนสุดหงายหรือตั้งขึ้น
ง. รดน้ำให้โชก และคอยรดน้ำต่อไปให้วัตถุปักชำชื้นอยู่เสมอ จนกระทั่งกิ่งตัดชำออกรากมากพอจึงย้ายปลูกได้ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ ๔-๖ สัปดาห์
๑.๒ การตัดชำกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน การตัดชำกิ่งแบบนี้ มักจะใช้สำหรับการตัดชำไม้ผลบางชนิดที่ออกรากไม่ยากนัก เช่น การตัดชำชมพู่ ฝรั่ง ส้มบางชนิด มะกอกน้ำ รวมทั้งไม้ประดับบางอย่างที่ออกรากค่อนข้างยาก กิ่งพืชที่จะใช้ในการตัดชำแบบนี้ก็คือ เป็นกิ่งที่มีการเจริญมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งอาจมีอายุ ๒-๓ เดือน มีใบเขียวเข้ม สีผิวของกิ่งเริ่มมีลายสีน้ำตาลอ่อนหรือสีครีมเป็นบางส่วน ลักษณะกิ่งกลมและมีเนื้อไม้แข็ง การตัดกิ่งแบบนี้ ปฏิบัติดังนี้
ก. เลือกกิ่งให้มีลักษณะดังกล่าว และมีขนาดโตประมาณ ๑/๔-๑/๒ นิ้ว แล้วแต่ชนิดของพืช
ข. ตัดกิ่งออกเป็นท่อนๆ ให้มีความยาวของแต่ละท่อนประมาณ ๖ นิ้ว การตัดปฏิบัติเช่นเดียวกับการตัดชำแบบใช้กิ่งแก่ (ข้อ ๓, ๔)
ค. ริดใบบริเวณโคนกิ่งออกประมาณ ๑ ใน ๓ ส่วนของกิ่ง
ง. กรีดเปลือกโคนกิ่งเป็น ๒ รอย ตรงข้ามกัน โดยให้รอยกรีดยาวประมาณ ๑/-๑ นิ้ว ทั้งนี้เพื่อช่วยให้โคนกิ่งมีเนื้อที่ออกรากได้มากขึ้น
จ. ใช้ฮอร์โมนช่วยการออกราก โดยจุ่มกิ่งลงในสารละลายฮอร์โมนเช่นเดียวกับการตัดชำแบบกิ่งแก่
การปักชำ
ก. ปักกิ่งในกระบะพ่นหมอก หรือในที่ที่จะรักษาให้ใบสดอยู่ได้ เช่น ในกระถางแล้วสวมกระถางด้วยถุงพลาสติก หรือคอยพรมน้ำเลี้ยงใบให้สดติดอยู่กับกิ่งจนกระทั่งกิ่งเกิดราก
ข. ปักกิ่งตรงๆ ลงในวัตถุปักชำ ๑ ใน ๓ ส่วน หรือเท่าที่ริดใบโคนกิ่งออก
ค. ปักกิ่งให้ห่างกันประมาณ ๔" x ๔" หรือพอให้ใบเริ่มชนกันหรือทับกันบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อมิให้ใบบังแสงกันเอง และถ้าเห็นว่าใบไหนโตเกินไปก็อาจตัดให้สั้นลงได้
ง. รดน้ำให้โชก แล้วคอยดูแลให้ใบสดติดอยู่กับกิ่ง จนกว่ากิ่งจะเกิดรากมากพอจึงถอนย้ายซึ่ง จะใช้เวลาประมาณ ๓-๔ สัปดาห์ ๑.๓ การตัดชำกิ่งอ่อน การตัดชำแบบใช้กิ่งอ่อน เป็นวิธีการตัดชำกิ่งพืชพวกไม้ดอกไม้ประดับทั่วๆ ไป ที่ออกรากง่ายดังเช่น การปักชำยี่โถ กุหลาบ มะลิ ดอนย่า เป็นต้นส่วนวิธีการตัดชำทำคล้ายกับการตัดชำแบบการใช้กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ผิดกันที่ว่าการตัดชำแบบนี้มักจะใช้กิ่งที่มีอายุน้อยกว่า ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกิ่งยอดๆ วิธีการตัดชำอาจทำได้ดังนี้
- ใช้กิ่งยอด หรือกิ่งรองยอดที่ใบเจริญเต็มที่แล้ว และลักษณะกิ่งค่อนข้างกลม
- ตัดกิ่งเป็นท่อนๆ ยาว ๓-๖ นิ้ว แล้วแต่ชนิดของพืช การตัดปฏิบัติเช่นเดียวกับการตัดชำกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน
การปักชำปฏิบัติเช่นเดียวกับการปักชำกิ่ง กึ่งแก่กึ่งอ่อน ซึ่งการตัดชำแบบนี้จะใช้เวลาในการออกรากราว ๒-๓ สัปดาห์
๑.๔ การตัดชำไม้เนื้ออ่อน การตัดชำไม้เนื้ออ่อนเป็นการตัดชำพืชบางชนิดที่มีเนื้อไม้ฟ่ามเปลือกหนา ต้นค่อนข้างจะชุ่มน้ำ (succulent) ดังเช่นการตัดชำมะเขือเทศ รักเร่ เบญจมาศ คาร์เนชัน และเวอร์บีนา เป็นต้น เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่มีเนื้ออ่อนและชุ่มน้ำ ฉะนั้น การชอกช้ำหรือโอกาสที่กิ่งจะเน่าเสียหายจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ การใช้วัตถุปักชำจึงต้องควรคำนึงถึงการระบายน้ำให้มาก และต้องระวังขณะตัดไม่ให้ชอกช้ำง่าย ที่สำคัญก็คือ ต้องใช้วัตถุปักชำที่ใหม่หรือปราศจากเชื้อโรคที่จะทำให้เกิดโรคเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปักชำต้นคาร์เนชัน วิธีการตัดชำปฏิบัติเช่นเดียวกับการตัดชำแบบใช้กิ่งอ่อน แต่อาจใช้ขนาดกิ่งที่สั้นกว่า ปกติมักใช้กิ่งยาวไม่เกิน ๓ นิ้ว และไม่ต้องทำแผลโคนกิ่ง สำหรับอายุการออกรากในการตัดชำกิ่งพืชพวกนี้ โดยทั่วไปจะเกิดรากเร็วกว่าการใช้กิ่งอ่อน ปกติใช้เวลาราว ๑-๒ สัปดาห์เท่านั้น
ปัจจัยที่จะทำให้กิ่งตัดชำออกรากดี
ทั้งสภาพภายในกิ่ง และสภาพแวดล้อมภายนอก มีส่วนอยู่มากที่จะทำให้กิ่งเกิดรากดีหรือไม่ดีซึ่งในการตัดชำผู้ปฏิบัติจะต้องคัดเลือกทั้งสภาพภายในกิ่งและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเกิดราก และการเกิดยอด จึงจะทำให้การตัดชำนั้นได้ผลดีสภาพดังกล่าว ได้แก่
ก. สภาพภายในกิ่ง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือมีอยู่ในกิ่งตัดชำนั้นเอง ได้แก่สภาพดังต่อไปนี้
๑. การเลือกกิ่ง ควรจะเลือกกิ่งที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
๑.๑ เลือกกิ่งที่มีอาหารมาก เพราะอาหารภายในกิ่งจำเป็นในการเกิดรากและการเจริญของกิ่งสำหรับการตัดชำกิ่งแก่ไม่มีใบ อาหารจะสะสมอยู่ภายในกิ่ง ซึ่งกิ่งที่แก่มาก (ไม่เกิน ๑ ปี) อาหารยิ่งสะสมอยู่ภายในกิ่งมาก ส่วนการตัดชำกิ่งอ่อนหรือกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน รวมทั้งการตัดชำพืชพวกไม้เนื้ออ่อน อาหารจะมีอยู่ที่ใบบนกิ่ง ถ้ากิ่งยิ่งมีใบมาก ก็แสดงว่าอาหารภายในกิ่งยิ่งมีมาก การเกิดรากและ แตกยอดก็ง่ายขึ้น
๑.๒ อายุของต้นพืชที่จะนำมาตัดชำควรเลือกกิ่งจากต้นที่มีอายุน้อย (นับจากเพาะเมล็ด)เพราะกิ่งจากต้นที่มีอายุน้อยจะออกรากได้ง่ายกว่ากิ่งที่นำมาจากต้นที่มีอายุมากๆ
๑.๓ เลือกชนิดของกิ่งให้เหมาะกับการเกิดราก โดยพิจารณาดังนี้ คือถ้าเป็นการตัดชำกิ่งแก่ไม่มีใบ ควรเลือกกิ่งข้างมากกว่ากิ่งกระโดง เพราะกิ่งข้างมีอาหารภายในกิ่งมากกว่ากิ่งกระโดง แต่ถ้าเป็นการตัดชำกิ่งอ่อนหรือกิ่งมีใบ การใช้กิ่งกระโดงจะออกรากง่ายกว่ากิ่งข้าง ถ้าเป็นการตัดชำกิ่งแก่ ควรเลือกบริเวณที่เป็นโคนกิ่ง แต่ถ้าเป็นการตัดชำกิ่งอ่อนหรือกิ่งมีใบควรเลือกบริเวณปลายกิ่งหรือส่วนยอดของกิ่งควรเลือกตัดโคนกิ่งให้รอยตัดอยู่บริเวณที่เป็นข้อหรือใต้ข้อเล็กน้อย เพราะที่ข้อมีอาหารมากกว่าบริเวณที่เป็นปล้อง ซึ่งจะทำให้การออกรากเกิดมากขึ้น ควรเลือกใช้กิ่งที่เป็นกิ่งใบ (vegetative shoots) คือกิ่งที่อยู่ในระยะการเจริญ ซึ่งจะช่วยให้เกิดรากง่ายกว่าใช้กิ่งดอกหรือกิ่งที่อยู่ในระยะการออกดอกและติดผล
๑.๔ การเลือกฤดูการตัดชำกิ่งให้เหมาะ คือ เป็นการตัดชำกิ่งแก่ที่ไม่มีใบ ควรจะตัดชำกิ่งในระยะที่กิ่งพักการเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตาบนกิ่งเริ่มจะเจริญใหม่อีกครั้งหนึ่ง ส่วนการตัดชำฃกิ่งอ่อนนั้น อาจทำได้เมื่อกิ่งเจริญได้ระยะหนึ่งโดยกิ่งที่เจริญ นั้นมีความแข็ง (firmness) พอสมควร และมีใบเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว สำหรับการตัดชำไม้ผลหรือไม้ประดับบางชนิดที่ออกรากค่อนข้างยากการใช้กิ่งที่แข็ง กลม และมีเส้นลายบนกิ่งเล็กน้อยจะออกรากได้ดีกว่าใช้กิ่งค่อนข้างอ่อน
๒. การปฏิบัติบางอย่างต่อกิ่งตัดชำ
๒.๑ การเลือกกิ่งที่มีตาและใบ ถ้าเป็นกิ่งแก่ควรเลือกกิ่งที่มีตา เพราะจะช่วยให้ออกรากได้ ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อตานั้นอยู่ในระยะเริ่มเจริญส่วนการตัดชำแบบกิ่งอ่อนหรือกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ใบบนกิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเกิดราก เพาะใบช่วยสร้างอาหารและฮอร์โมนช่วยการออกรากให้แก่กิ่งตัดชำ
๒.๒ การจัดวางกิ่งตัดชำให้ถูกต้องตามหัวท้ายของกิ่ง ในการตัดชำต้น รากจะออกที่โคนกิ่ง และแตกยอดที่ปลายกิ่ง ส่วนการตัดชำรากก็จะเกิดรากที่ปลายท่อนราก และจะเกิดยอดที่โคนท่อนรากฉะนั้นในการวางกิ่งตัดชำ ถ้าเป็นการตัดชำกิ่งหรือต้น จึงต้องเอาโคนกิ่งปักลงในวัตถุปักชำ ส่วนการตัดชำราก จะเอาโคนท่อนรากโผล่ขึ้นและเอาปลายท่อนรากปักลง การปักกิ่งกลับทิศทางจะไม่ทำให้ตำแหน่งของการเกิดรากและแตกยอดต้องเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่จะทำให้กิ่งไม่เกิดรากและเกิดยอด
๒.๓ การทำแผลโคนกิ่ง แผลโคนกิ่งจะช่วยให้กิ่งมีเนื้อที่ที่จะเกิดรากได้มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับพืชที่เกิดรากเฉพาะที่แผลรอยตัดแห่งเดียว นอกจากจะช่วยให้กิ่งเกิดจุดกำเนิดรากได้ง่ายแล้วยังช่วยให้กิ่งดูดน้ำและฮอร์โมนได้มากขึ้นอีกด้วย
๒.๔ การใช้ฮอร์โมนและสารบางอย่างช่วยการออกราก
เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ฮอร์โมนช่วยให้กิ่งตัดชำออกรากดีขึ้น คือช่วยให้เกิดรากมาก ออกรากไวและรากเจริญได้เร็วขึ้น สารฮอร์โมนสังเคราะห์ที่เป็นตัวสารเคมีที่ใช้ผสมอยู่ในชื่อฮอร์โมนการค้าต่างๆ นั้นมักจะมีสารฮอร์โมนอยู่สองชนิด คือ ไอบี เอ (IBA) หรือชื่อเต็ม คือ กรดอินโดลบิวไทริค (indolebutyric acid) และ เอ็นเอเอ (NAA) หรือชื่อเต็มคือกรดแนฟทาลีนอะซีติก (naphthaleneaceticacid) สารฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้เป็นสารที่เสื่อมช้าคือไม่สูญเสียง่าย แต่ในการใช้มีข้อที่ต้องคำนึงถึงก็คือ การใช้ฮอร์โมนกับพืชใด ควรจะรู้ความเข้มข้นที่แน่นอนและให้พอเหมาะกับพืชนั้นๆ เพราะการใช้ฮอร์โมนที่อ่อนไปจะไม่ได้ผลเลย (เหมือนจุ่มน้ำ)ส่วนการใช้ฮอร์โมนที่แรงเกินไปจะเป็นการทำลายกิ่งคือ โคนกิ่งจะไหม้ดำ (เหมือนจุ่มกิ่งในน้ำกรด)
นอกจากจะมีการใช้ฮอร์โมนทำให้กิ่งพืชออกรากแล้ว ยังมีการใช้สารอื่นๆ รวมทั้งแร่ธาตุบางอย่างในการตัดชำพืชบางชนิดอีกด้วย เช่น มีการใช้วิตามิน บี ๑ (B1) ช่วยการเจริญของปลายราก และการใช้โบรอน (boron) ใส่ลงในวัตถุปักชำ จะช่วยให้กิ่งตัดชำของพืชบางชนิดออกรากดีขึ้น
ข. การจัดสภาพแวดล้อมให้กับกิ่งตัดชำในระหว่างรอการออกราก
๑. การจัดความชื้นในอากาศรอบๆ กิ่งตัดชำความชื้นในอากาศเกี่ยวข้องกับ การตัดชำกิ่งพืชที่มีใบซึ่งได้แก่ การตัดชำแบบใช้กิ่งอ่อน กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน การตัดชำไม้เนื้ออ่อน รวมทั้งการตัดชำใบด้วย โดยที่กิ่งตัดชำเหล่านี้จำเป็นต้องรักษาใบไว้ปรุงอาหาร เพื่อช่วยการออกราก ฉะนั้นจึงต้องรักษาใบไว้ให้สดและติดอยู่กับกิ่งตลอดไป แต่การที่ใบจะสดอยู่ได้ก็จะต้องมีความชื้นในอากาศรอบๆ ใบสูงพอ น้ำจากใบจึงจะไม่คายออกมาและใบก็จะไม่เหี่ยว ด้วยเหตุนี้การตัดชำกิ่งมีใบจึงต้องรักษาความชื้นของอากาศรอบๆ ใบ ให้สูงอยู่ตลอดเวลาซึ่งเราอาจทำได้โดยคอยรดน้ำที่พื้นที่ข้างๆ กระบะปักชำเสมอๆ หรือคอยพรมน้ำกิ่งตัดชำบ่อยๆ ฉีดหรือพ่นละอองน้ำให้จับใบอยู่ตลอดเวลาหรือเป็น ระยะ ซึ่งวิธีการหลังนี้อาจใช้คนช่วยฉีดพ่น หรือโดยการใช้เครื่องพ่นน้ำอัตโนมัติ (autometic mist) ก็ได้
๒. อุณหภูมิกับการออกรากของกิ่งตัดชำโดยปกติ อุณหภูมิที่จะทำให้กิ่งตัดชำออกรากได้ดีจะอยู่ระหว่าง ๗๐ องศา - ๘๐ องศา ฟ. สำหรับบ้านเราอุณหภูมิที่จำเป็นในการการออกรากในพืชทั่วๆ ไปจะไม่ค่อยเป็นปัญหา เช่น กุหลาบ สามารถออกรากได้ดีไม่ว่าปักชำในฤดูหนาว ฤดูฝนหรือฤดูร้อนก็ตามเว้นแต่ในพืชบางชนิดที่เจริญได้ดีในฤดูร้อน เช่น ในมะลิ จะออกรากได้ดีในฤดูร้อนหรือฤดูฝน แต่จะไม่ค่อยออกรากหรือออกรากยากเมื่อปักชำในฤดูหนาว
๓. แสงสว่างกับการออกรากแสงสว่างมีความจำเป็นสำหรับการตัดชำกิ่งพืชที่ต้องมีใบติดและการตัดชำใบ เพราะแสงสว่างจำเป็นในการปรุงอาหาร รวมทั้งสร้างสารฮอร์โมนเพื่อช่วยการออกรากของกิ่งตัดชำ ฉะนั้นในกิ่งตัดชำที่มีใบและเป็นพืชชอบแดด การให้กิ่งตัดชำได้รับแสงมากเท่าไร ก็จะช่วยให้การออกรากดีขึ้นเท่านั้น ส่วนพืชที่ไม่ทนแสง (แสงแดด) เช่น พืชที่ใช้ประดับในอาคาร (house plants) การพรางแสงให้กับกิ่งโดยให้เหลือแสงเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างน้อยที่สุด ๑๕๐-๒๐๐ แรงเทียน จะช่วยให้กิ่งเหล่านี้ออกรากได้ดี
ส่วนการตัดชำกิ่งแก่ไม่มีใบ รวมทั้งการตัดชำราก ซึ่งจะออกรากได้ดีในที่มืด แต่จะต้องการแสงเพิ่มขึ้นเมื่อกิ่งเกิดยอด ในทางปฏิบัติจึงควรปักชำกิ่งแก่และปักชำรากไว้ในที่ที่มีแสงราว ๓๐ เปอร์เซ็นต์
๔. วัตถุที่ใช้ในการตัดชำการออกรากของกิ่งตัดชำ จะไม่เกี่ยวกับอาหารที่มีอยู่ในวัตถุปักชำนั้น แต่จะเกี่ยวข้องกับความชื้น (moisture) และอากาศ (areation) ที่มีอยู่ในวัตถุปักชำนั้น โดยที่วัตถุปักชำแต่ละชนิดจะดูดความชื้นและมีอากาศผ่านเข้าออกได้ต่างกัน ซึ่งจะเป็นผลให้การออกรากแตกต่างกันไปด้วย วัตถุที่จะช่วยให้การออกรากเกิดได้ดี จะต้องดูดความชื้นได้มาก และมีอากาศผ่านได้สะดวก และโดยที่พืชแต่ละชนิดต้องการอากาศมากน้อยต่างกัน ฉะนั้นการที่จะใช้วัตถุใดเหมาะกับพืชใด จึงต้องศึกษาและทดลองในแต่ละพืชไป สำหรับวัตถุปักชำที่นิยมใช้กันทั่วๆ ไป ได้แก่ทรายหยาบ ถ่านแกลบที่ล้างด่างหมดแล้ว หรือส่วนผสมของทรายหยาบกับถ่านแกลบอย่างละเท่ากัน
[กลับหัวข้อหลัก]
ขั้นตอนในการตัดชำกิ่งมะนาว: นำกิ่งไปปักชำในวัตถุที่เตรียมไว้
การตัดชำกุหลาบต้นตอแบบใช้กิ่งแก่
การตัดชำกิ่งแก่ของยี่โถ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
บรรณานุกรม
• นายสนั่น ขำเลิศ
ป้ายกำกับ: การขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนอื่นๆ
การขยายพันธุ์โดยวิธีติดตาต่อกิ่ง (Propagation by grafting)
การขยายพันธุ์โดยวิธีติดตาต่อกิ่ง (Propagation by grafting) โดย นายสนั่น ขำเลิศ
การติดตาต่อกิ่ง เป็นศิลปะของการเชื่อม ส่วนของต้นพืชเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะให้ส่วนของพืชนั้นๆ ติดต่อกันและเจริญต่อไปเหมือนกับเป็นต้นพืชต้นเดียวกัน ส่วนของต้นพืชที่ต่ออยู่ทางส่วนฃ บนหรือที่ทำหน้าที่เป็นยอดของต้นพืชนั้น เรียกว่า กิ่งพันธุ์ดี (scion) และส่วนของพืชที่ต่ออยู่ทางส่วนล่างหรือที่ทำหน้าที่เป็นรากเรียกว่า ต้นตอ (stock or rootstock) จะเห็นได้ว่าในการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการติดตาต่อกิ่ง ส่วนของต้นพืชที่เกี่ยวข้องก็คือต้นตอ และกิ่งพันธุ์ดี ด้วยเหตุนี้การศึกษาเกี่ยวกับต้นตและกิ่งพันธุ์ดีจึงเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอันดับแรกต้นตอ ในการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการติดตาต่อกิ่ง การใช้ต้นตอที่ปฏิบัติกันอยู่ทั่วๆ ไปพอจะแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด
๑. ต้นตอที่ได้จากการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหมายถึงต้นพืชที่จะใช้เป็นต้นตอนั้นเพาะมาจากเมล็ด เมื่อต้นมีขนาดโตพอแล้วจึงนำมาใช้เป็นต้นตอสำหรับติดตาต่อกิ่งหรือทาบกิ่ง เรามักเรียกต้นตอชนิดนี้ว่า ต้นตอเพาะเมล็ด (seedling-rootstock)เนื่องจากต้นตอชนิดนี้เพาะมาจากเมล็ด อาจมีความผิดเพี้ยนหรือกลายพันธุ์ไปบ้าง จึงต้องมีการคัดเลือกต้นที่ไม่ตรงตามพันธุ์หรือผิดเพี้ยนไปจากลักษณะที่ต้องการออกเสีย ตลอดจนต้นที่อ่อนแอหรือมีลักษณะไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นต้นตอเช่น ลำต้นคดบิด หรือมีลักษณะของรอยต่อระหว่างต้นและราก เป็นแบบคอห่านซึ่งเกิดจากการวางเมล็ดเพาะผิดวิธี ถ้านำต้นพืชที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ไปเป็นต้นตอแล้ว มักจะเกิดการหักโค่นตรงบริเวณที่ปเป็นคอห่านได้ง่าย ฉะนั้นจึงต้องคัดทิ้งเสีย เนื่องปจากต้นตอที่ขยายพันธุ์จากเมล็ดมีระบบรากที่หยั่งลึกสามารถจะยึดเกาะต้นได้แข็งแรง จึงได้รับความนิยมใช้เป็นต้นตอของไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง ทุเรียน มะขาม เป็นต้น พืชพันธุ์ใดก็ตามที่จะนำมาใช้เป็นต้นตอนั้น ควรจะเป็นพันธุ์พืชที่หาเมล็ดได้ง่ายหรือมีเมล็ดมากด้วย
๒. ต้นตอที่ได้จากการตัดชำ การตอนหรือการแยกหน่อ มักเรียกต้นตอเช่นนี้ว่า ต้นตอตัดชำ(cutting stock) ข้อดีของต้นตอชนิดนี้ก็คือ เป็นต้นตอที่ตรงตามพันธุ์แน่นอน เหมาะที่จะใช้ในงานทดลองหรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น ใช้เป็นต้นตอ ทนโรค ทนแล้ง ทนแฉะ หรือทนสารบางอย่าง แต่เนื่องจากเป็นต้นตอที่มีระบบรากตื้น จึงไม่นิยมใช้กับไม้ยืนต้น แต่มักใช้กับไม้ดอกหรือไม้ประดับที่เป็นพุ่ม เช่น กุหลาบ ชบา ดอนย่า ฯลฯ และพืชพันธุ์ใดก็ตามที่จะนำมาใช้เป็นพันธุ์ต้นตอนั้น นอกจากจะมีคุณสมบัติพิเศษตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการแล้ว ควรจะมีคุณสมบัติในการเจริญเติบโตและการออกรากได้ดีด้วย
ต้นตอ เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลเกี่ยวกับความสำเร็จในการติดตาต่อกิ่ง การเลี้ยงดูต้นตอให้สมบูรณ์ และการเลือกขนาดของต้นตอให้พอเหมาะในการติดตาต่อกิ่งต้นพืชแต่ละชนิด จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้นด้วย
กิ่งพันธุ์ดี คือ ส่วนของต้นพืชที่ทำหน้าที่เป็นส่วนยอดของต้นพืชที่ต่ออยู่ หรืออาจหมายถึงกิ่งพืชที่จะนำไปติดหรือต่อบนต้นตอก็ได้ ในการติดตาต่อกิ่งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิ่งพันธุ์ดีที่ควรจะทราบ คือ
ก. การเลือกกี่พันธุ์ดี (selection of scion wood)
ข. การเก็บรักษากี่งพันธุ์ดี (storage of scion wood)
ค. การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
การติดตา
การต่อกิ่ง
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
การเลือกกิ่งพันธุ์ดี (selection of scion wood)
การเก็บรักษากิ่งพันธุ์ดี (storage of scion wood)
การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
การเลือกกิ่งพันธุ์ดี (selection of scion wood)
ก. การเลือกกิ่งพันธุ์ดี (selection of scion wood)
ในการติดตาต่อกิ่ง ทั้งต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีที่นำมาติดหรือต่อเข้าด้วยกันนั้น จะต้องมีการสร้างเนื้อเยื่อให้ประสานกัน การสร้างเนื้อเยื่อจะเร็ว หรือช้าขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์หรืออาหารที่มีอยู่ในส่วนของพืชทั้งสอง โดยเฉพาะกิ่งพันธุ์ดีซึ่งเป็นชิ้น ส่วนที่เล็กย่อมจะมีอาหารสะสมอยู่น้อย จึงจำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสม เพื่อให้การติดหรือต่อได้ผลดี การเลือกกิ่งพันธุ์ดีที่นิยมปฏิบัติกันทั่วๆไปนั้นอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด คือ
๑. กิ่งพันธุ์ดีเป็นกิ่งแก่หรือกิ่งที่กำลังพักตัว (brown bud wood) เป็นกิ่งที่เจริญในฤดูที่แล้ว หรือปีที่แล้ว ปกติจะมีอายุ ๑ ฤดูหรือไม่เกิน ๑ ปี ลักษณะกิ่งมีเปลือกสีน้ำตาลแข็ง มีอาหารสะสมอยู่มาก ทนต่อการเหี่ยวแห้งและชอกช้ำ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน ข้อเสียของการใช้กิ่งชนิดนี้ก็ คือ ตาที่ติดมักจะเจริญช้า จะต้องมีการบังคับตาอย่างหนักจึงจะแตกเป็นกิ่งได้
๒. กิ่งพันธุ์ดีที่เป็นกิ่งอ่อน หรือกิ่งที่กำลังเจริญเติบโต (green wood or green bud) เป็นกิ่งอ่อนสีเขียวที่กำลังเจริญเติบโต มีอาหารสะสมน้อยเหี่ยวแห้งและชอกช้ำง่าย แต่ก็มีตาที่เจริญได้รวดเร็ว การบังคับตาให้แตกหลังจากติดตาหรือต่อกิ่งแล้วสามารถทำได้ง่าย ในการติดตาต่อกิ่งพันธุ์พืชทั่วๆ ไปเราอาจใช้กิ่งพันธุ์ดีได้ทั้งที่เป็นกิ่งแก่และกิ่งอ่อน ส่วนการเลือกกิ่ง ถือหลักเกณฑ์การปฏิบัติเช่นเดียวกัน
หลักเกณฑ์ในการเลือกกิ่งพันธุ์ดี
๑. เป็นกิ่งปีเดียวหรือฤดูเดียว คือ ถ้าเป็นกิ่งแก่ควรมีอายุไม่เกิน ๑ ปี ถ้าเป็นกิ่งอ่อนควรจะมีอายุไม่เกิน ๑ ฤดู เพราะกิ่งที่มีอายุแก่เกินไป ตาที่ติดมักไม่ค่อยเจริญ
๒. เป็นกิ่งที่มีตา (bud) แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นตายอดหรือตาข้าง มองเห็นได้ชัดว่าจะเจริญเป็นกิ่งหรือต้นได้งอกงาม ปกติเป็นตาที่อยู่ทางด้านปลายกิ่ง
๓. เป็นกิ่งที่สมบูรณ์ มีการเจริญปานกลาง คือ มีข้อไม่ห่างจนเกินไป ลักษณะกิ่งกลมไม่ขึ้นเหลี่ยมหรืออวบจนเห็นได้ชัด กิ่งมีความแข็งพอควร โดยเฉพาะกิ่งอ่อน ปกติมักใช้กิ่งกระโดงหรือกิ่งน้ำค้าง
๔. กิ่งมีขนาดพอเหมาะ คือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดประมาณ ๑๔ - ๑๒ นิ้ว หรือมีขนาดประมาณดินสอดำ และมักใช้ ๒๓ ของกิ่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณกลางกิ่งและปลายกิ่ง
๕. เป็นกิ่งที่ได้จากต้นแม่ที่แข็งแรง ได้รับการตรวจแล้วว่าไม่เป็นโรค โดยเฉพาะโรคที่ติดต่อถ่ายทอดกันได้ด้วยการติดตาต่อกิ่ง เช่น โรคไวรัสเป็นต้น เป็นต้นที่รู้พันธุ์แน่นอน และควรจะเป็นต้นที่ตัดแต่งไว้สำหรับใช้เป็นกิ่งพันธุ์ดีโดยเฉพาะ
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเก็บรักษากิ่งพันธุ์ดี (storage of scion wood)
ข. การเก็บรักษากิ่งพันธุ์ดี (storage of scion wood)
ในการติดตาต่อกิ่ง กิ่งพันธุ์ดีที่นำมาใช้อาจได้มาจากบริเวณใกล้เคียง ซึ่งสามารถจะติดหรือต่อให้แล้วเสร็จได้ภายในวันเดียว ซึ่งเรียกกิ่งพันธุ์ดีพวกนี้ว่ากิ่งสด (fresh scion) หรืออาจเป็นกิ่งที่เก็บไว้ใช้ในเวลาอื่น หรือฤดูอื่นที่เหมาะสม ซึ่งเรียกกิ่งพวกนี้ว่า กิ่งเก็บ (storage scion) ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากิ่งแก่ที่พักตัวหรือกิ่งอ่อนสีเขียว และจะนำมาใช้ทันทีหรือนำมาใช้ในเวลาต่อไปก็ดี จะต้องปฏิบัติดูแลให้กิ่งที่ตัดมานั้นมีสภาพเหมือนกับอยู่บนต้นเดิมให้มากที่สุด วิธีที่จะรักษากิ่งพันธุ์ดีให้สดอยู่ได้นานๆ นั้น ควรจะปฏิบัติดังนี้
๑. หลังจากที่ตัดกิ่งพันธุ์ดีออกจากต้น จะต้องรีบลดการคายน้ำจากกิ่งที่ตัดทันที โดยเฉพาะกิ่งพันธุ์ดีที่เป็นกิ่งอ่อนและมีใบติดอยู่บนกิ่ง จะมีการคายน้ำออกจากใบได้อย่างรวดเร็ว จะต้องรีบตัดใบออกทันที เหลือแต่โคนก้านใบที่จะใช้จับเวลาสอดแผ่นตาเท่านั้น
๒. เก็บกิ่งที่ริดใบหมดแล้วไว้ในที่ชื้น เช่นในกาบกล้วย ในห่อผ้าที่ชื้นหรือในถุงพลาสติก โดยมีผ้า กระดาษ หรือสำลีชุบน้ำและบีบจนสะเด็ดน้ำใส่ไว้ในถุงแล้วรัดปากถุงพลาสติกให้แน่น
๓. เก็บห่อหรือถุงที่ใส่กิ่งพันธุ์ดีไว้ในที่ร่มชื้นหรือเย็น หรือในห้องที่มีการถ่ายเทอากาศดี
๔. ถ้ามีห้องเย็นหรือตู้เย็น ควรเก็บกิ่งพันธุ์ดีไว้ในอุณหภูมิ ๔๐°ฟ. หรือชั้นเก็บผลไม้สด ซึ่งการเก็บกิ่งในอุณหภูมิต่ำเช่นนี้จะสามารถเก็บกิ่งไว้ได้นาน ๒-๔ สัปดาห์
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
ค. การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
ไม่ว่าจะเป็นการติดตา หรือการต่อกิ่งวิธีใดก็ตาม การเตรียมแผ่นตาในการติดตาและการเตรียมกิ่งตาในการต่อกิ่ง มักจะมีวิธีปฏิบัติคล้ายๆ กัน คือ
การเตรียมแผ่นตา
๑. การเฉือนแผ่นตา ควรเฉือนจากปลายแผ่นไปทางโคนแผ่น แต่จะเฉือนตาที่ปลายกิ่งหรือโคนกิ่งก่อนก็ได้ การเฉือนจากปลายแผ่นเช่นนี้เพื่อป้องกันการเฉือนหลุดที่ตา
๒. เฉือนให้แผ่นตา มีความยาว ๑ นิ้ว โดยเฉือนให้เหนือตาครึ่งนิ้วและใต้ตาครึ่งนิ้ว
๓. ถ้าเป็นพวกกิ่งสด ควรตัดก้านใบให้เหลือไว้สำหรับจับแผ่นตา แต่ถ้าเป็นกิ่งเก็บหรือกิ่งสดที่ก้านใบหลุดไปแล้ว ควรเฉือนให้แผ่นตาส่วนที่อยู่เหนือตามีความยาว ๑ นิ้ว เพื่อไว้เป็นที่จับสอดแผ่นตา และจะตัดส่วนที่จับนี้ออกเมื่อสอดแผ่นตาเรียบร้อยแล้ว
๔. ต้องเฉือนแผ่นตาให้ติดเนื้อไม้เล็กน้อยเพื่อให้เกิดบริเวณของแนวเยื่อเจริญ (cambium layer) ซึ่งจะทำให้เกิดรอยต่อ
๕. ควรเฉือนที่เดียวให้ตลอดแผ่นตา ไม่ควรขยับมีดหรือแต่งรอยเฉือนให้เรียบภายหลังเพราะจะทำให้รอยเฉือนเป็นคลื่น แนวเยื่อเจริญไม่แนบกันตลอด ทำให้รอยต่อติดกันไม่สนิท
๖. การติดตาบางวิธีที่ต้องลอกเนื้อไม้ออกต้องระวังมิให้เปลือกของแผ่นตาย่นหรือช้ำได้เพราะจะทำให้แผ่นตาเสียได้
การเตรียมกิ่งตา
กิ่งตาคือชิ้นส่วนของกิ่งพันธุ์ดีที่ใช้ในการต่อกิ่ง ซึ่งจะมีตาตั้งแต่หนึ่งตาขึ้นไป การเตรียมกิ่งตาควรปฏิบัติดังนี้
๑. เลือกกิ่งพันธุ์ดีที่จะเฉือนให้มีขนาดพอเหมาะกับแผลที่เตรียมบนต้นตอ และกะบริเวณแผลที่จะเฉือนให้มีขนาดที่จะสอดได้พอเหมาะ
๒. เฉือนกิ่งตาทั้งท่อนยาว โดยเฉือนท่อนโคนกิ่งก่อน การเฉือนต้องให้รอยแผลเรียบและตรงถ้ายังไม่เรียบต้องตั้งต้นเฉือนใหม่ ไม่ควรแต่งแผลที่เฉือน เพราะจะทำให้รอยแผลเป็นคลื่น และควรให้รอยแผลที่เฉือนยาว ๑-๑.๕ นิ้ว หรือเท่ากับรอยแผลที่เตรียมบนต้นตอ
๓. ตัดกิ่งให้มีตาเหลืออยู่บนกิ่งตา ๓-๕ ตาและยาวไม่เกิน ๓ นิ้วโดยตัดให้รอยตัดเหนือตาบนยาวประมาณ ๑๔ นิ้ว
๔. หลังจากสอดกิ่งตาและพันรอยต่อเรียบร้อยแล้ว ควรหาวัตถุคลุมเพื่อรักษากิ่งตาไม่ให้แห้งขณะรอการติด โดยเฉพาะกิ่งตาที่เป็นกิ่งอ่อนสีเขียว
การบังคับตา
ไม่ว่าการติดตาหรือต่อกิ่ง โดยเฉพาะการต่อกิ่งที่ไม่ตัดยอดต้นตอ หลังจากติดตาต่อกิ่งได้แล้ว จะต้องมีการบังคับตาหรือกิ่งตาที่ต่อให้เจริญเป็นยอดพันธุ์ดีตามที่ต้องการ การบังคับตาหรือกิ่งตาที่ต่อให้เจริญเป็นยอดพันธุ์ดีตามที่ต้อการ การบังคับตาดังกล่าวอาจจะทำทันที่หลังจากที่ทราบผลการติดหรือต่อแล้ว หรืออาจทำในระยะใดระยะหนึ่ง ที่มีสภาพเหมาะสมในการเจริญของกิ่งตาก็ได้สิ่งที่ต้องพิจารณาในการบังคับตาก็คือ เรื่องของฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญของตาที่อยู่บนกิ่ง เรื่องของอาหารภายในต้นตอ และเรื่องของสภาพแวดล้อมในการเจริญของตา ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
บรรณานุกรม
• นายสนั่น ขำเลิศ
ป้ายกำกับ: การขยายพันธุ์โดยวิธีติดตาต่อกิ่ง (Propagation by grafting)
การขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด
การขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด โดย นายสนั่น ขำเลิศ
การขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด โดยปกติมักจะทำไปพร้อมๆ กับการปลูกพืชไปในตัว หรือพูดว่าการปลูกพืชโดยใช้เมล็ด ก็คือการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ดนั่นเอง เช่นการปลูกข้าว ซึ่งเมล็ดข้าว ๑ เมล็ด เจริญเป็นต้นข้าวได้ ๑ ต้น และต้นข้าวที่ได้เมื่อโตขึ้นก็จะแตกกอเป็นหลายต้น แต่ละต้นก็จะออกรวงเกิดเป็นเมล็ดข้าวได้หลายเมล็ด ซึ่งเมื่อนำเมล็ดข้าวเหล่านี้ไปปลูกก็จะเจริญเป็นต้นข้าว\ได้หลายต้น ในทำนองเดียวกัน การปลูกข้าวโพดการปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วต่างๆ ฝ้าย ละหุ่ง ฯลฯ ก็เป็นไปแบบเดียวกันกับการปลูกข้าว จึงเห็นได้ว่าการปลูกพืชจากเมล็ดก็คือการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ดนั่นเอง
ในการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ดนี้ ได้นำไปใช้ในงานด้านการเกษตรหลายด้านด้วยกัน ซึ่งเราพอจะแบ่งออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
๑. ใช้ในด้านการปลูกพืชและธัญพืช เช่น การปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วต่างๆ ละหุ่ง ฝ้าย งา ป่าน ปอ เป็นต้น เนื่องจากการปลูกพืชไร่และธัญพืชต้องทำในเนื้อที่มากๆ และต้องใช้ต้น พืชมาก ฉะนั้นการขยายพันธุ์ที่สะดวกก็คือ ขยายจากเมล็ด การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการปลูกพืชประเภทนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชอายุสั้น ๓-๔ เดือนเป็นส่วนใหญ่
๒. ใช้ในด้านการปลูกสวนป่า การปลูกสร้างสวนป่า ต้องปลูกเป็นจำนวนมาก และต้องการต้นพืชที่มีรากแก้ว เพราะมีความแข็งแรงกว่าขยายได้มากและรวดเร็ว อีกทั้งสะดวกที่จะถอนย้ายไปปลูกในที่อื่น ดังเช่นการปลูกสร้างสวนสักที่สถานีวนกรรมของกรมป่าไม้ทำอยู่ในขณะนี้ โดยที่เมล็ดของพืชสวนป่ามักจะเก็บมาจากต้นที่เจริญอยู่ในกลุ่มตามธรรมชาติ ในท้องที่ที่ได้คัดเลือกไว้แล้วฉะนั้นโอกาสการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น ถือได้ว่ามีน้อยมาก และมักจะไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในการปลูกสร้างสวนป่านั้น จะปลูกต้นพืชให้ชิดกัน เพื่อให้ทรงต้นตรงและชะลูด ต้นพืชจะแข่งกันเจริญไปในตัว ต้นใดที่มีความแข็งแรงน้อยกว่าก็จะถูกเบียดบังจากต้นที่โตกว่าจนไม่เจริญ หรือตายไปในที่สุดส่วนต้นที่แข็งแรงก็จะเจริญเติบโตต่อไป ฉะนั้นจึงเป็นการคัดเลือกต้นพืชไปในตัวด้วย
๓. ใช้ในด้านการขยายพันธุ์พืช โดยวิธีติดตาต่อกิ่ง โดยเฉพาะการขยายพันธุ์ไม้ยืนต้น ซึ่งต้องการต้นตอที่มีระบบรากที่หยั่งลึก ซึ่งสามารถจะทนลมพายุและทนแล้งได้ดีกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น เช่น การตอนกิ่ง หรือการตัดชำกิ่ง เป็นต้นฉะนั้นต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์จากเมล็ดจึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นต้นตอสำหรับนำไปติดตาและต่อกิ่งแต่เนื่องจากการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ต้นพืชที่ได้อาจกลายพันธุ์ได้ จึงต้องคัดต้นที่มีลักษณะไม่ตรงตามพันธุ์ที่ต้องการออก เพื่อให้ได้ต้นตอที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์มากที่สุดไว้ เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป
๔. ใช้ในด้านการปลูกผักและไม้ดอกล้มลุก โดยปกติพืชอายุสั้นจำเป็นต้องใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่เจริญได้เร็ว และก็มีราคาถูกด้วย ในกรณีเช่นนี้การใช้เมล็ดปลูกหรือขยายพันธุ์จึงเป็นการลงทุนที่ต่ำ ที่สุด และทำได้สะดวกรวดเร็ว ดังนั้นการใช้เมล็ดขยายพันธุ์ หรือปลูกพืชเหล่านี้จึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำได้ เช่น การปลูกผักบุ้ง คะน้า มะเขือเทศแอสเทอร์ และบานชื่น เป็นต้น
๕. ในงานด้านการผสมพันธุ์พืช เนื่องจากความต้องการในเรื่องอาหารและของใช้ที่เป็นปัจจัยในการครองชีพของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ฉะนั้นพันธุ์พืชที่จะนำมากินมาใช้ก็ต้องมีการปรับปรุงตามไปด้วย การปรับปรุงพันธุ์พืชที่นำมากินมาใช้ให้เหมาะกับความต้องการนี้ก็ต้องอาศัยการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการเพาะเมล็ด โดยการผสมพันธุ์ต้นพืชที่มีลักษณะตามความต้องการแล้วเอาเมล็ดมาเพาะ จากนั้นจึงคัดเลือกต้นพืชที่มีลักษณะดีเด่นตามความต้องการไว้ใช้ในการปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อๆ ไป
วิธีการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด ในการขยายพันธุ์พืชหรือปลูกพืชโดยใช้เมล็ดโดยทั่วไปมักจัดทำกันอยู่ ๓ แบบ คือ
๑. เพาะเมล็ดในแปลงเพาะ หรือในภาชนะเพาะ
๒. เพาะหรือปลูกเมล็ดในแปลงปลูกโดยตรง
๓. เพาะหรือปลูกเมล็ดในภาชนะเดี่ยว
แปลงผักกาดที่ปลูกโดยการใช้เมล็ด
การขยายพันธุ์ของมะพร้าวโดยใช้ผลหรือเมล็ดเพาะ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
ข้อดีและข้อเสียของการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด
ข้อดีและข้อเสียของการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด
ข้อดี
๑. ทำได้ง่ายและได้ปริมาณมาก เพราะสะดวกในการปฏิบัติ
๒. เสียค่าใช้จ่ายน้อยเพราะไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ตลอดจนฝีมือในการปฏิบัติมากนัก
๓. สะดวกในการขนส่งระยะทางไกลๆ เพราะทนทานและตายยาก ประกอบกับมีขนาดเล็กจึงสะดวกที่จะบรรจุหีบห่อหรือหยิบยก
๔. เก็บรักษาได้นาน เพราะไม่ต้องการสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตมาก เพียงแต่เก็บให้ถูกต้องเท่านั้น
๕. ได้ต้นพืชที่มีระบบรากดี เพราะมีรากแก้ว ดังนั้นจึงมีรากหยั่งลึก และการที่ต้นพืชมีรากลึกนี้ ย่อมมีผลทำให้
ก. ทนแล้งได้ดี เพราะสามารถดูดน้ำจากดินในระดับลึกๆ ได้
ข. หากินเก่ง เพราะอาจหาธาตุอาหารต่างๆ จากดินทั้งตามผิวหน้าดินและส่วนลึกได้อย่างครบถ้วน โอกาสที่จะขาดธาตุอาหารจึงมีน้อย
ค. ต้นพืชเจริญเติบโตดี เพราะมีอาหารพืชสมบูรณ์
ง. อายุยืน ซึ่งเป็นผลมาจากมีอาหารสมบูรณ์ ฉะนั้นจึงทนทานต่อแมลงได้ดี ต้นไม่ทรุดโทรมเร็ว และมีอายุการให้ผลยืนนาน
๖. ต้นพืชที่ได้ไม่ติดโรคไวรัส (virus) จากต้นแม่ โดยที่เชื้อไวรัสไม่อาจจะถ่ายทอดจากต้นแม่มายังลูก โดยอาศัยเมล็ดเป็นพาหะได้ ดังนั้นต้นลูกที่ได้จากการเพาะเมล็ดจากต้นที่เป็นโรคไวรัสจึงไม่ติดโรคนี้ แต่ก็อาจติดโรคนี้ได้ภายหลังที่งอกเป็นต้นพืชแล้ว
ข้อเสีย
๑. กลายพันธุ์ได้ง่าย เพราะต้นที่ได้เกิดจากการผสมพันธุ์ เว้นแต่เมล็ดพืชบางชนิดที่งอกได้หลายต้นใน ๑ เมล็ด ซึ่งอาจจะมีต้นที่ไม่กลายพันธุ์ได้
๒. ลำต้นสูงใหญ่ ไม่สะดวกในการเก็บเกี่ยวและดูแลรักษา
๓. ต้นมีโอกาสรับแรงปะทะลมได้มาก ทำให้ดอกและผลร่วงหล่นเสียหายมาก
๔. มักให้ผลช้า ต้องใช้เวลาในการเลี้ยงดูนาน กว่าจะให้ผลตอบแทน
๕. ปลูกได้น้อยต้นในเนื้อที่เท่ากัน ฉะนั้นจึงอาจให้ผลน้อยกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่นที่ให้ต้นพืชพุ่มเล็กกว่า
ป้ายกำกับ: การขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด
การขยายพันธุ์พืชที่มีต้นแปลกไปจากต้นพืชทั่วๆ ไป (Propagation of Specialized Stem)
การขยายพันธุ์พืชที่มีต้นแปลกไปจากต้นพืชทั่วๆ ไป (Propagation of Specialized Stem) โดย นายสนั่น ขำเลิศ
มีพืชหลายชนิดที่ต้น (stem) มีลักษณะผิดไปจากต้นพืชที่พบเห็นทั่วๆ ไป และเรามักเรียกส่วนของต้นที่แปลกออกไปนี้เป็นชื่อต่างๆ แล้วแต่ ชนิดของพืช เช่น เรียกว่า หัว เหง้า แง่ง จุกตะเกียง ไหล เป็นต้น พืชที่มีลักษณะลำต้นดังกล่าวนี้ได้แก่ ว่านสี่ทิศ หน่อไม้ฝรั่ง ไผ่ มันฝรั่ง มันเทศซ่อนกลิ่นฝรั่ง และสตรอว์เบอรี เป็นต้น
ดอกว่านสี่ทิศ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
พืชประเภทหัว
พืชประเภทกอ (rhizomes)
พืชประเภทหัว
คำว่า "หัว" หมายถึง ส่วนของต้นพืชที่มีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษได้หลายคำ อาจหมายความถึง หัวที่เกิดจากกาบใบ (bulb) หัวที่เกิดจากต้น (tuber) หัวที่เกิดจากเหง้า (corm) และหัวที่เกิดจากราก (fleshyroot) ก็ได้
๑. หัวที่เกิดจากกาบใบ
หัวที่เกิดจากกาบใบ เป็นหัวของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่เกิดจากกาบใบห่อหุ้มกันเป็นก้อนมีขนาดเล็ก หรือใหญ่แล้วแต่ชนิดและความอ่อนแก่ของต้นพืชได้แก่หอมแดง หอมฝรั่ง ว่านสี่ทิศ ว่านแสงอาทิตย์เป็นต้น
ลักษณะโดยทั่วไปของหัวที่เกิดจากกาบใบ มีต้น (central axis) เป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ภายในหัว ปลายสุดของต้นเป็นยอดหรือตายอด (terminal growing point) ซึ่งเป็นจุดเจริญที่จะให้กำเนิดใบและดอก ส่วนที่โคนต้นหรือฐานราก (basal plate) เป็นที่ให้กำเนิดราก (adventive root) ต้นห่อหุ้มด้วยกาบใบ (leaf sheath) ที่เจริญติดต่อกันเป็นแบบก้นหอยซึ่งเป็นส่วนที่เก็บสะสมอาหาร ระหว่างกาบใบทุกๆ กาบ จะมีตาข้าง (axillary bud) ซึ่งสามารถจะเจริญเป็นหัวเล็ก (bulblets) ได้ หัวเล็กเมื่อโตเต็มที่เรียกว่าตะเกียง (offsets) หัวที่เกิดจากกาบใบมีอยู่ ๒ แบบ คือ
ก. หัวที่เกิดจากกาบใบอัดตัวกันเป็นชั้นด้านนอกจะมีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ และแห้ง (tunic)ส่วนกาบใบชั้นในจะหนาและอวบสด (fleshy) การจัดเรียงชั้นของกาบใบเรียงเป็นรูปก้นหอย เรียกหัวพวกนี้ว่า "หัวชั้น" (layer bulb) ได้แก่หัวของหัวหอม ว่านสี่ทิศ บัวสวรรค์ เป็นต้น
ข. หัวที่เกิดจากกาบใบห่อหุ้มต้นอย่างหลวมๆ และกาบใบเปลี่ยนรูปคล้ายเกล็ดปลา (scale) เรียกหัวพวกนี้ว่า "หัวเกล็ด" (scaly bulb) ได้แก่หัวของพืชพวกลิลี (lily)
เนื่องจากหัวประเภทในข้อ ข. ไม่มีชนิดของพืชที่เจริญได้ในบ้านเรา ดังนั้นการขยายพันธุ์พืชในที่นี้ จึงจะขอกล่าวเฉพาะหัวในพวก ก. เท่านั้น
ชีพจักรการเจริญของหัวประเภท "หัวชั้น"
ชีพจักรการเจริญของหัวประเภทนี้ พอจะแบ่งออกได้เป็น ๒ ระยะ
ก. ระยะการเจริญ
ข. ระยะการเกิดดอกและติดเมล็ด
ระยะการเจริญเริ่มด้วยการที่หัวเล็กๆ เจริญฃเติบโตขึ้นจนถึงหัวขนาดออกดอกได้
ส่วนระยะการเกิดดอก และติดเมล็ดนั้นเริ่มด้วยการเกิดตาดอก การเกิดส่วนต่างๆ ของดอกการยืดตัวของก้านดอก และการออกดอกและติดเมล็ดในที่สุด ซึ่งหัวชั้นของแต่ละชนิดต้องการสภาพแวดล้อมในแต่ละระยะการเจริญแตกต่างกันไป จึงสามารถจัดแบ่งหัวประเภทนี้ตามระยะเวลาของการบานของดอก และวิธีการในการจัดการออกได้เป็นพวกๆ คือ
๑. พวกที่ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูการเจริญ ได้แก่ ทิวลิพ แดฟโฟดิล ไฮซินท์ เป็นต้น
๒. พวกที่ออกดอกในฤดูหนาว หรือฤดูพักตัว ได้แก่ ว่านสี่ทิศ เป็นต้น
การขยายพันธุ์หัวประเภท "หัวชั้น" (ว่านสี่ทิศ)
อาจทำได้หลายแบบ โดยเฉพาะแบบที่ทำเป็นการค้า ทำได้ดังนี้
๑. ทำการตัดแบ่งหัว (bulb cutting) วิธีการตัดแบ่งหัวก็คือ เลือกหัวที่โตเต็มที่ (ขนาดหัวที่สามารถให้ดอกได้) ผ่าหัวทางตั้งออกเป็นเสี้ยวๆ ประมาณ ๘-๑๐ เสี้ยว ให้แต่ละเสี้ยวติดส่วนของฐานฃรากอยู่ด้วย จากนั้นจึงแบ่งแต่ละเสี้ยวออกเป็น
ส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีกาบใบติดอยู่ราว ๓-๔ ใบ และจะต้องแบ่งให้แต่ละส่วนติดส่วนของต้นอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นแต่ละส่วนก็จะประกอบด้วยส่วนที่เป็นต้นและกาบใบ ๓-๔ ใบ และตาข้างที่อยู่ระหว่างกาบใบ ต่อจากนั้นจึงนำไปพ่นหรือทาส่วนที่ต้องการขยายด้วยยาแป้งกันเชื้อรา แล้วผึ่งไว้จนรอยเฉือนแห้งพอหมาดๆ จึงนำไปปักชำ
การปักชำ นำส่วนขยายที่เตรียมไว้แล้วปักลงในวัตถุปักชำที่สะอาด เช่น ในทราย หรือทรายผสมถ่านแกลบ โดยให้วัตถุปักชำชื้นเพียงเล็กน้อยปและปักพอตื้นๆ คล้ายการปักชำก้านใบหรือส่วนของปใบ ส่วนการดูแลรักษา ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปักชำใบ หัวเล็กๆ จะเกิดขึ้นภายใน ๒-๓ สัปดาห์ ตรงส่วนของง่ามใบ พร้อมทั้งการเกิดรากด้วยเมื่อมีรากมากพอ ก็ย้ายปลูกต่อไปได้
๒. ตัดฐานของหัว (basal cutting)วิธีการนี้ได้ปฏิบัติเป็นการค้ากันอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับพืชพวกไฮซินท์และว่านสี่ทิศ วิธีการที่ปฏิบัติกันก็คือ คว้านเอาฐานหรือต้นออก (scooping) หรือบากฐานของหัว(scoring) หรือเจาะเอาส่วนยอดให้ทะลุฐานของหัวออก (coring) อย่างใดอย่างหนึ่ง
สำหรับการคว้านเอาส่วนของฐานออก จะต้องคว้านเอาต้น (central axis) ออกให้หมดโดยใช้มีดคว้านผลไม้ หรือเครื่องมือคว้านหัวโดยเฉพาะการเกิดหัวเล็กๆ จะเกิดบริเวณของโคนกาบใบที่เป็นรอยตัด ส่วนการบากหรือผ่าหัว (scoring) จะผ่าเป็น ๓ รอย การผ่าจะต้องผ่าจากโคนหัวผ่านฐานรากถึงจุดเจริญหรือจุดยอด การทำเช่นนี้จะทำให้ตาที่อยู่ตามง่ามใบเจริญขึ้นเป็นหัวเล็กๆ ได้
สำหรับการเจาะหัว (coring) นั้นจะเจาะเอาเฉพาะตายอดออก โดยใช้ที่เจาะจุกไม้ค็อกหรือมีดคว้านผลไม้ คว้านหัวให้เป็นช่องกว้างราว ๑/๓ นิ้ว การทำเช่นนี้จะทำให้ตาข้างเจริญเป็นหัวขึ้น ในระหว่างกาบใบ
สิ่งสำคัญในการขยายพันธุ์โดยวิธีตัดฐานของหัวก็คือ การเน่าของหัวที่เกิดจากเชื้อรา ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังความสะอาดเป็นพิเศษ เช่น เครื่องมือที่ใช้จะต้องจุ่มอัลกอฮอล์ หัวที่ใช้ควรจุ่มยาฆ่าเชื้อราตลอดจนวัตถุที่ใช้ชำและภาชนะที่เกี่ยวข้องควรฆ่าเชื้อมาก่อนและหลังจากคว้านหรือบากหรือเจาะหัวแล้ว จะต้องพ่นด้วยยาป้องกันเชื้อรา และจะต้องรีบทำให้รอยเฉือนเกิดเนื้องอกหรือสมานแผลให้เร็วที่สุด โดยวางหัวให้หงายขึ้นในถาดทรายที่แห้ง หลังจากแผลที่รอยเฉือนสมานดีแล้วจึงนำไปวางในถาดหรือกระบะในที่มืด หรือที่ที่มีแสงสลัวๆ อุณหภูมิประมาณ ๗๐° - ๙๐°ฟ. และเป็นที่ที่มีความชื้นอากาศสูงเป็นระยะเวลาประมาณ ๒ ๑/๒ - ๓ เดือน เมื่อหัวที่เกิดขึ้นมีขนาดโตพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ จึงตัดแยกหัวเหล่านั้นไปปลูกเลี้ยงอีกที่หนึ่ง
๒. หัวที่เกิดจากเหง้า
เหง้า คือ ลำต้นของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่งที่อัดตัวกันแน่นเป็นก้อนกลม ซึ่งเราเรียกลำต้นในลักษณะนี้ว่า เหง้า (แต่มักจะเรียกทั่วๆ ไปว่าหัวมากกว่าเหง้า) พืชที่มีลักษณะลำต้นเป็นเหง้าซึ่งสามารถเลี้ยงดูให้เจริญงอกงามได้ มีอยู่ในบ้านเราเพียงชนิดเดียว คือ ซ่อนกลิ่นฝรั่ง (gladiolus)
ลักษณะโดยทั่วไปของเหง้า (ซ่อนกลิ่นฝรั่ง) คือ มีลำต้นเป็นก้อนกลมแบน ที่ลำต้นตอนบนมีตายอด (apical bud) ที่จะเจริญเป็นต้นปลอม (pseudo stem) ซึ่งจะให้ดอกและเกิดเหง้าใหม่ในฤดูต่อไป
ด้านล่างของเหง้าเป็นฐานรากซึ่งจะให้กำเนิดราก ระหว่างตายอดและฐานรากจะมีข้อและปล้องที่มีข้อมักจะมีกาบใบแห้งบางๆ หุ้มเหง้าอยู่ชีพจักรการเจริญของเหง้าซ้อนกลิ่นฝรั่ง เมื่อปลูกเหง้าหรือหัวซ่อนกลิ่นฝรั่ง เหง้าจะเกิดรากขึ้นที่ฐานรากก่อน จากนั้นตายอดก็จะเจริญเป็นต้นขึ้นไปในอากาศ ต้นในระยะแรกนี้จะประกอบด้วยกาบใบที่รวมตัวกันถัดจากนั้นโคนต้นใหม่จะค่อยๆ โตขึ้น จนกระทั่งส่งก้านดอกเกิดเป็นเหง้าใหม่ ซ้อนบนเหง้าเก่าอีกทีหนึ่ง ในกรณีที่ตายอดเสียหรือไม่ค่อยเจริญมักจะเกิดต้นใหม่ขึ้นมากกว่า ๑ ต้น และนั่นก็หมายความว่าจะเกิดเหง้าใหม่ซ้อนบนเหง้าเก่ามากกว่า ๑ เหง้า และเมื่อเกิดเหง้าใหม่มากขึ้นขนาดของเหง้าใหม่จะเล็กลง ระหว่างที่เหง้าใหม่โตขึ้น จะเกิดรากใหม่ขึ้นที่โคนฐานรากของเหง้าใหม่ ส่วนรากรวมทั้งเหง้าเดิมที่อยู่ด้านล่างก็จะค่อยๆ โทรมและแห้งไปในที่สุด ส่วนต่อระหว่างเหง้าเดิมและเหง้าใหม่จะมีลักษณะเป็นลำต้นสั้นๆ ที่สังเกตได้ยาก ซึ่งเรียกลำต้นส่วนนี้ว่าไหล (stolon) ที่ไหลนี้จะมีข้อและตา ขณะเหง้าเก่าเริ่มโทรมและเหง้าใหม่เริ่มโตนี้ ตาที่ไหลนี้มักจะเจริญออกเป็นเส้นคล้ายราก และมีลักษณะเป็นไหลเช่นเดียวกัน ที่ปลายไหลนี้จะเกิดเป็นหัวเล็กๆ (cormels) จำนวนหัวเล็กๆ นี้จะเกิดมากน้อยแล้วแต่พันธุ์และการปลูกเลี้ยง ถ้าเราเลี้ยงหัวเล็กๆ นี้ต่อไปอีก ๒-๓ ฤดูปลูก หัวเหล่านี้ก็จะมีขนาดโตขึ้นเป็นเหง้าที่จะให้ดอกได้
การขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์เหง้าหรือหัวของซ่อนกลิ่นฝรั่ง อาจทำได้ ๓ ทาง
๑. โดยการใช้เหง้าที่เกิดใหม่ แต่โดยปกติมักจะให้เหง้าใหม่ ๑ เหง้า นอกจากบางเหง้าซึ่งเกิดใหม่มากกว่า ๑ เหง้า แต่มักจะมีขนาดเล็ก บางครั้งไม่ให้ดอก หรือคุณภาพของดอกเล็กไม่ได้ขนาด
๒. โดยการแบ่งเหง้า ในกรณีที่เหง้ามีขนาดโตและหนา ซึ่งก็หมายความว่ามีอาหารสะสมอยู่มากก็อาจแบ่งเหง้าออกเป็น ๒ ส่วนได้โดยที่แต่ละส่วนมีขนาดโต และมีอาหารสะสมพอที่จะให้ดอกที่มีคุณภาพได้
๓. โดยการใช้หัวเล็กที่เกิดใหม่ การขยายพันธุ์ซ่อนกลิ่นฝรั่งส่วนใหญ่ได้จากการใช้หัวเล็กๆที่เกิดขึ้นระหว่างเหง้าใหม่และเหง้าเก่าซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการปลูกตัดดอกจำหน่าย แต่การเกิดหัวเล็กๆ เหล่านี้จะเกิดมากน้อยแล้วแต่พันธุ์และการปลูกเลี้ยง เช่น ใช้พันธุ์ที่ให้หัวเล็กๆ มาก ปลูกตื้นดินปลูกเบา เด็ดก้านดอกทิ้งตั้งแต่ดอกยังเล็กๆ ก็จะช่วยให้เกิดหัวเล็กๆ ได้มากขึ้น แต่การที่จะใช้หัวเล็กเหล่านี้ไปปลูกเพื่อตัดดอกจำหน่ายนั้นจะต้องใช้เวลาปลูกเลี้ยงหัวเหล่านี้ให้โตจนขนาดหัวได้มาตรฐานพอที่จะให้ดอกซึ่งจะใช้เวลาเลี้ยงดู ๒-๓ ฤดูปลูกแล้วแต่ขนาดของหัวเดิมหรืออาจใช้เวลา ๑ ปี ในบางห่งที่มีฤดูการเจริญติดต่อกัน เช่น ปลูกบนดอยปุยเป็นต้น
๓. หัวที่เกิดจากต้น
หัวที่เกิดจากต้น คือ หัวที่เกิดจากการที่ต้นเกิดการสะสมอาหารและอัดตัวแน่นเป็นก้อนหรือเป็นแท่ง ซึ่งอาจเป็นหัวที่เกิดขึ้นใต้ผิวดิน เช่น หัวมันฝรั่ง หัวบอนสี และหัวเผือก หรืออาจเจริญอยู่เหนือผิวดิน เช่น ต้นกระดาษ หรือต้นดิฟเฟนบาเกีย เป็นต้น ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างหัวมันฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งลักษณะโดยทั่วไปของหัวมันฝรั่ง มีต้นแปลกปลอมเป็นต้นอ้วนสั้น ซึ่งเรียกกันทั่วๆ ไปว่า "หัว" ที่ส่วนยอดของหัวมีตายอดซึ่งจะเจริญเป็นยอด (apical shoot) ส่วนทางก้นหรือท้ายของหัว เป็นส่วนที่แยกมาจากไหลของต้นจริงระหว่างหัวและท้ายของหัวจะมีตาข้าง (eyes) เจริญอยู่ทั่วๆ ไปตลอดทั้งหัวและจัดเรียงกันเป็นแบบเกลียว(spiral) ช่วงระหว่างตาข้างถือว่าเป็นปล้องที่ตาข้างประกอบด้วยแผลใบ ซึ่งถือเสมือนข้อและกลุ่มของ ตา (cluster of buds) มักจะมีตามากกว่า ๑ ตา เสมอ
ชีพจักรการเจริญของหัวมันฝรั่ง
หัวมันฝรั่ง เป็นส่วนที่เก็บสะสมอาหารและเป็นส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ไปในตัว ซึ่งเมื่อเราปลูกหัวมันฝรั่งทั้งหัว การเกิดต้นมันฝรั่งจะเกิดเฉพาะตายอดเท่านั้น ส่วนตาข้างจะไม่เจริญ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การขยายพันธุ์มันฝรั่งจึงจำเป็นต้องแบ่งหัวออกเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีตาอยู่ด้วย การเกิดต้นจะเกิดจากตาที่มีอยู่ที่ตาข้าง และก็จะเกิดรากขึ้นที่โคนต้นใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น จากนั้นตาข้างที่อยู่ใต้ผิวดินของต้นใหม่ ก็จะเจริญยื่นออกไปในลักษณะเป็นไหล เมื่อเจริญได้ประมาณ ๓-๔ นิ้ว ปลายไหลก็จะพองตัวออก และนั่นก็แสดงว่าเริ่มเกิดหัวมันฝรั่งขึ้นแล้ว และจะเห็นรูปร่างในลักษณะเป็นหัวได้ชัด ในระยะเวลา ๓-๔ สัปดาห์หลังจากการปลูก หรืออาจประมาณระยะเวลาเดียวกันที่เห็นดอกมันฝรั่ง สภาพที่ทำให้ต้นมันฝรั่งที่อยู่เหนือผิวดินเจริญได้ดี คือ เมื่อมีไนโตรเจนสูงหรืออุณหภูมิของดินสูงจะทำให้การเกิดหัวมันฝรั่งลดลง เมื่อต้นหรือส่วนยอดเริ่มแห้งตาย ก็จะขุดหัวซึ่งในระยะเวลานี้หัวมันจะอยู่ในระยะพักตัวและจะพักอยู่นานประมาณ ๖-๘ สัปดาห์ จากนั้นก็จะเริ่มแตกตาใหม่อีก
ครั้งหนึ่ง
การขยายพันธุ์โดยการแบ่งหัว (division)
การขยายพันธุ์มันฝรั่งอาจทำได้โดยการปลูกทั้งหัว หรือโดยการตัดแบ่งหัวออกเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีตาข้างอยู่อย่างน้อย ๑ ตา ซึ่งส่วนที่ตัดแบ่งออกมานี้มักเรียกกันทั่วๆ ไปว่า "ซีด" (seed) ขนาดของซีดแต่ละชิ้นควรจะหนักประมาณ ๑-๒ ออนซ์ ทั้งนี้เพื่อให้ต้นอ่อนที่เกิดใหม่มีอาหารสำรองเพียงพอการตัดแบ่งหัวควรจะใช้มีดคมๆ และควร ทำก่อนที่จะปลูกเท่านั้น ไม่ควรทำรอไว้นานๆ ควร
เก็บชิ้นส่วนที่ตัดไว้ในสภาพที่มีความชื้นอากาศสูงพอ (ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์) และอุณหภูมิ ๖๘°ฟ.เป็นเวลา ๒-๓ วัน ก่อนปลูก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการสมานแผลรอยตัด ในระยะเวลาดังกล่าวส่วนที่เป็นแผลรอยตัดก็จะเกิดการสมานแผล ซึ่งจะทำให้ชิ้นส่วนที่ตัดไม่แห้งหรือเน่าง่าย การปฏิบัติบางอย่างแก่หัวมันฝรั่งก่อนตัดแบ่งหัวเพื่อป้องกันโรคไรซอกโทเนีย (rhizoctonia) และโรคสแคบ อาจมีความจำเป็น สำหรับหัวของบอนสี ซึ่งผลิตเป็นการค้ากันในรัฐฟลอริดา จะแบ่งหัวเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละส่วนมีตาอยู่ ๒ ตา แล้วดำให้ห่างกัน ๔-๖ นิ้วลึก ๓-๔ นิ้ว ระยะระหว่างแถว ๑๘-๒๔ นิ้ว และจะเก็บหัวในเดือนพฤศจิกายน หลังจากเก็บหัวแล้วผึ่งไว้ในที่ร่ม (artificially dried) ราว ๔๘ ชั่วโมงจากนั้นให้เก็บรักษาหัวไว้ในอุณหภูมิที่ไม่ต่ำกว่า ๖๐°ฟ.
๔. หัวที่เกิดจากราก
หัวที่เกิดจากราก คือ การที่รากของพืชไม้เนื้ออ่อนอายุยืนบางชนิดเกิดการสะสมอาหารขึ้นที่ราก ซึ่งลักษณะรูปร่างของรากที่สะสมอาหารนี้อาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของพืช อย่างไรก็ตามก็ยังคงลักษณะทั้งภายในและภายนอกเช่นเดียวกับรากคือ ไม่มีข้อและปล้อง แต่อาจมีตาอยู่ตรงส่วนที่เป็นต้นติดกับราก ส่วนรากฝอยจะเกิดอยู่ทางด้านปลายราก หัวท้ายของรากเป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกับหัวท้ายของต้น
ลักษณะโดยทั่วไปของหัวที่เกิดจากรากหัวที่เกิดจากรากมีอยู่ ๓ แบบ คือ หัวมันเทศ หัวรักเร่ และหัวของต้นบีโกเนีย
สำหรับหัวรักเร่ จะเกิดเป็นกลุ่มของรากติดอยู่กับโคนต้น (crown) รากเหล่านี้มีลักษณะเป็นพืช ๒ ฤดู คือ ฤดูแรกจะเกิดต้นขึ้นและหลังจากที่ต้นแห้งตายไปแล้ว รากนี้ก็จะพักตัวจนกระทั่งถึงฤดูการเจริญใหม่ ตาจากโคนต้นซึ่งติดอยู่ที่โคนรากก็ฃจะแตกยอดใหม่ ซึ่งยอดที่แตกใหม่นี้จะใช้อาหารฃที่สะสมจากรากเก่า จากนั้นรากเก่าก็จะค่อยๆ ฝ่อแห้งตายไป ขณะเดียวกันต้นใหม่ก็จะเกิดรากใหม่ขึ้นแทน รากใหม่นี้จะทำหน้าที่เลี้ยงต้นพืชต่อไปจนตลอดระยะการพักตัวที่จะมาถึง
ส่วนหัวบีโกเนียนั้น มีลักษณะเป็นแบบรากแก้วที่พองโต ตาจะเกิดขึ้นที่โคนของต้น รากฝอยจะเกิดทางส่วนของปลายรากที่พองโต หัวชนิดนี้มีลักษณะถาวร และจะมีชีวิตอยู่เป็นเวลาหลายๆ ปีพร้อมกันนี้ขนาดหัวก็จะพองโตขึ้นเรื่อยๆ และก็จะเกิดตาจากส่วนที่เป็นโคนต้นเพิ่มขึ้นด้วย
การขยายพันธุ์
๑. โดยการใช้ต้น (adventive shoots) รากของพืชหัวประเภทนี้ ดังเช่นหัวมันเทศอาจจะเกิดต้นได้ ถ้านำหัวไปไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิ และความชื้นเหมาะสม เช่น ดำไว้ในทรายที่ชื้นโดยกลบหัวให้ลึกประมาณ ๒ นิ้ว และรักษาให้ความชื้นสม่ำเสมอ อุณหภูมิราว ๘๐°ฟ. หลังจากที่หัวเริ่มแตกยอดอ่อนแล้วจึงค่อยลดอุณหภูมิลงให้เหลือเพียง ๗๐° - ๗๕°ฟ. ขณะที่กิ่งหรือที่เรียกว่าสลิปโตขึ้น ก็ค่อยๆ กลบทรายให้เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งกิ่งที่เจริญออกมานั้นอยู่ลึกราว ๔-๕ นิ้ว การทำเช่นนี้จะทำให้ราก (adventive root) เกิดขึ้นที่โคนของกิ่งที่แตกใหม่ และเมื่อสลิปมีรากมากพอ ก็ดึงกิ่งออกมาจากหัว แล้วนำไปปลูกในแปลงต่อไปได้
๒. โดยการแบ่ง พืชที่มีรากอวบอ้วน อาจขยายพันธุ์ได้ง่ายโดยการแบ่ง เช่น ต้นรักเร่ วิธีการแบ่งก็คือ ขุดเอากลุ่มรากขึ้นมาผึ่งไว้สัก ๒-๓ วัน แล้วเก็บไว้ในขี้เลื่อยหรือปุยมะพร้าวที่แห้งและมีอุณหภูมิประมาณ ๔๐°-๕๐°ฟ. เก็บไว้ในห้องที่อับลม ก่อนที่จะถึงเวลาปลูกเล็กน้อย จึงแบ่งกลุ่มรากออกเป็นส่วนๆ โดยให้แต่ละรากติดส่วนที่เป็นโคนต้นอยู่ด้วย ในสภาพที่อากาศค่อนข้างร้อนและอบชื้น ตาที่มีอยู่โคนต้นก็จะเริ่มเจริญ ทำให้แน่ใจได้ว่า แต่ละส่วนที่แบ่งไปมีตาติดไปด้วย ส่วนหัวที่มีอายุยืน เช่น หัวของต้นปีโกเนียก็อาจตัดแบ่งเป็นส่วนๆ ได้ โดยให้แต่ละส่วนมีตาติดอยู่ และเพื่อป้องกันการเน่าของรอยตัด ควรพ่นหรือทาด้วยยาป้องกันเชื้อรา แล้วผึ่งส่วนที่ผ่าไว้หลายๆ วัน ก่อนที่จะนำไปไว้ในวัตถุปักชำที่ชื้น
การขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนต่างๆ ของต้นพืชที่มีลักษณะดังกล่าว เป็นต้นว่าการใช้กิ่งหรือต้น การใช้ใบและใบที่มีตาติดก็อาจทำได้ไม่ยาก ส่วนของต้นพืชที่นำไปปักชำจะเกิดรากที่อวบอ้วนได้ตรงบริเวณฐานรอยตัด และขบวนการเช่นนี้จะเป็นผลดีถ้าได้ตัดชำให้แต่ละส่วนมีชิ้นส่วนของราก (fleshy root) ชิ้นเล็กๆ ติดไปด้วย
[กลับหัวข้อหลัก]
การเจาะหัวว่านสี่ทิศเพื่อทำลายตายอด
หัวรักแร่ พร้อมด้วยหน่อที่กำลังงอก
หัวบัวสวรรค์ที่เกิดจากการปลูกหัวเดิมเพียงหัวเดียว
ดอกบัวสวรรค์เป็นพืชหัวที่มีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พืชประเภทกอ (rhizomes)
พืชประเภทกอ คือ พืชที่ลำต้นเจริญในระดับผิวดิน ซึ่งเมื่อเจริญไปได้ระยะหนึ่งปลายยอดก็เจริญเป็นต้นปลอม แล้วออกดอกและติดฝักหรือติดผลและเกิดเมล็ดต่อไป พืชประเภทนี้นับว่าเป็นกลุ่ม พืชที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาพืชที่มีลำต้นแปลกปลอมเพราะมีชนิดพืชที่มีความใหญ่ขนาดไม้ยืนต้น ดังเช่นกอไผ่ไปจนกระทั่งเล็กเตี้ยติดดิน เช่น หญ้าสนามชนิดต่างๆ เป็นต้น และนับเป็นประเภทของพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดในบรรดาพืชที่มีต้นแปลกปลอมด้วยกัน เป็นต้นว่า เป็นพืชทีมีคุณค่าทางอาหารสูง ดังเช่น กล้วย มีความสวยงามสะดุดตาสะดุดใจ เช่น กล้วยไม้ประเภทหวายและแคทลียา มีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทาน เช่นขิง หน่อไม้ฝรั่ง หน่อไม้น้ำ ตะไคร้ ตลอดจนมีความงามตามธรรมชาติ ในลักษณะไม้ประดับ เช่นต้นคล้าชนิดต่างๆ และปาล์มชนิดต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นวัชพืชที่ทำลายเศรษฐกิจอย่างร้ายกาจ เช่น หญ้าแห้วหมู หญ้าคา หญ้าชันกาด เป็นต้น จึงนับได้ว่าพืชที่อยู่ในประเภทกอนี้ เป็นพืชที่มีความสำคัญและน่าที่จะได้รับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ลักษณะโดยทั่วไปของพืชประเภทกอ
ลักษณะของพืชประเภทกอ มีทั้งพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ (แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว) มีลำต้นจริง เจริญขนานไปกับผิวดิน ปลายหรือยอดของลำต้นเป็นตายอดซึ่งจะเจริญเป็นต้นปลอม หรือต้นอากาศในที่สุด ซึ่งต้นปลอมหรือต้น
อากาศนี้ อาจจะมีกาบใบห่อหุ้ม เช่น กล้วย หรือขิง ข่า หรือไม่มีกาบใบห่อหุ้ม เช่น ไผ่ หรือหน่อไม้ฝรั่งก็ได้ ที่ลำต้นจะมีข้อ ปล้อง ที่ข้อแต่ละข้อจะมีตาข้าง ๑ ตา และมักจะมีกาบใบบางๆ เล็กๆ หุ้มคลุมตาอยู่ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ตาข้างอาจเจริญเป็นต้นขึ้นใหม่ติดต่อกับต้นเดิมและปลายยอดของต้นใหม่ก็จะเกิดเป็นต้นปลอม ทำให้เกิดการเจริญเป็นกอขึ้น ที่ข้อรวมทั้งที่โคนของต้นปลอมจะเกิดราก ซึ่งมีลักษณะอวบสดและเป็นรากที่เก็บสะสมอาหารไปในตัวด้วย
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างต้นหน่อไม้ฝรั่งเป็น พืชตัวแทนในพืชประเภทกอ
ลักษณะการเจริญของต้นหน่อไม้ฝรั่ง
เมื่อเราเพาะเมล็ดหน่อไม้ฝรั่ง เมล็ดจะงอก เป็นต้นกล้าเดี่ยวๆ เพียงต้นเดียว และเมื่อต้นโตขึ้นจนมีใบพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ดีแล้ว ต้นพืชก็จะเริ่มเกิดกอ โดยที่ตาบริเวณโคนต้นจะเจริญเป็นลำต้นขนานไปกับผิวดิน เมื่อต้นเจริญไปได้ระยะหนึ่งตายอดก็จะเจริญเป็นต้นอากาศหรือต้นปลอมซึ่งออกดอกและติดเมล็ดได้ ต้นอากาศดังกล่าวนี้เมื่อขณะยังเล็กและอ่อนอยู่ จะใช้เป็นส่วนที่รับประทานได้จึงได้ชื่อว่า "หน่อไม้ฝรั่ง" แต่เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งมีช่วงปล้องถี่ การเจริญของต้นจริงจึงสั้น ซึ่งจะเจริญได้เพียง ๑-๒ นิ้วเท่านั้น และในขณะเดียวกับที่ตายอดเจริญ ตาข้างก็สามารถจะเกิดต้นจริงและต้นปลอมขึ้นได้ในทำนองเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นกอ (กลุ่มของ rhizomes) ของหน่อไม้ฝรั่งขึ้นพืชอื่นๆ เช่น ไผ่ กล้วย ขิง ข่า ตะไคร้ เยอบีราและหญ้าคาก็มีการเจริญในลักษณะเดียวกัน
เนื่องจากต้นประเภทนี้สามารถเกิดรากได้รวดเร็วเพราะเป็นส่วนที่เก็บสะสมอาหารไว้ได้มากดังนั้นจึงเกิดต้นอากาศ และสร้างกอได้ไว ด้วยเหตุนี้วัชพืชอยู่ในพืชประเภทนี้ เช่น หญ้าคา แห้วหมูชันกาด จึงเป็นวัชพืชที่ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนทนทานต่อการกำจัดได้ดี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในวงการเกษตร การทำไร่และการทำสวนเป็นอย่างมาก
การขยายพันธุ์พืชประเภทกอ
การขยายพันธุ์พืชประเภทกอ อาจจะทำได้ง่ายโดยการแบ่งกอ หรือแบ่งต้น (division of rhizome) ออกเป็นส่วน ซึ่งขนาดของส่วนที่แบ่งจะมากน้อยแล้วแต่ชนิดของพืชและปริมาณการสะสมธาตุอาหารที่มีอยู่ในส่วนของต้นที่ใช้ขยายพันธุ์นั้นโดยปกติมักจะใช้ส่วนของกอหรือต้นแก่ และจะขยายพันธุ์ในระยะที่ต้นหยุดหรือชะงักการเจริญในรอบปีก่อนที่จะเริ่มเจริญใหม่ในปีต่อไป เพราะอาหารที่เก็บสะสมอยู่จะได้นำไปใช้ในการเริ่มชีวิตใหม่ ก่อนที่จะใช้ไปในการเจริญตามส่วนต่างๆ ของต้นพืช การแบ่งกออาจทำได้ง่ายโดยการตัดแบ่งหักหรือแยกส่วนของต้นออกจากกัน ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามสะดวกและขนาดต้นที่แบ่งด้วย
(ดูเพิ่มเติมเรื่อง ไม้ผล พืชหัว)
ป้ายกำกับ: การขยายพันธุ์พืช, ที่มีต้นแปลกไปจากต้นพืชทั่วๆ ไป, (Propagation of Specialized Stem)
การปลูกมะนาวนอกฤดู
มะนาวที่ออกจำหน่ายในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม ของทุกปีจะมีราคาแพงมาก วันนี้จะมาแนะนำการปลูกมะนาวนอกฤดู เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย
การปลูกมะนาวนอกฤดู
ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ สำหรับผู้ที่มีพื้นที่ดินน้อยๆ เช่นตามหมู่บ้านจัดสรร ที่พอมีพื้นที่ว่างพอที่จะปลูกต้นไม้ได้บ้าง ไม่มากนัก ก็พอจะเห็นลู่ทางในการปลูกมะนาวหน้าแล้งไว้รับประทานเอง หลายๆท่านคงจะทราบแล้วครับว่า …
มะนาวที่ออกจำหน่ายในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ของทุกปีจะมีราคาแพงมาก ผลละ 3 - 7 บาท โดยบางแหล่ง อาจจำหน่ายแพงกว่านี้ยังเคยมี
ขั้นตอนในการปลูกมะนาวนอกฤดู โดยการปลูกในวงบ่อปูนซีเมนต์
การเตรียมวงบ่อซีเมนต์
วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร หรือตามที่หาได้ รวมฐานรองก้นบ่อ ราคาประมาณ 200 บาทฐานรองก้นบ่อต้องเป็นชนิดที่ไม่เชื่อมกับวงบ่อโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่รดลงไปขังอยู่ด้านล่าง และกันไม่ให้รากมะนาว แทงลงดินออกจากบ่อ แต่ละบ่อควรวางห่างกัน ประมาณ 1 - 2 เมตร
สถานที่วางวงบ่อซีเมนต์ที่ปลูกมะนาวจะต้องได้รับแสงแดดตลอดทั้งวันเท่านั้นและวัสดุปลูกจะต้องเน้นในเรื่องของการระบายน้ำที่ดี
การเตรียมดิน
ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะการจำกัดพื้นที่การปลูกและต้องการให้มะนาวเจริญเติบโต ได้ตามปกติดินที่ใช้จะต้องดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง ในการเตรียมดินปลูกทำดังนี้คือใช้อัตราดินร่วน 3 ส่วนผสมกับปุ๋ยหมัก 2 ส่วนหรืออีกสูตรหนึ่งคือดินร่วน 3 ส่วนผสมกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน ข้อสำคัญดินที่ใช้ควรเป็นดินชั้นบน หรือหน้าดิน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ สูง โดยนำดินที่ผสมแล้ว ใส่ในวงบ่อซีเมนต์ แล้วพูนดินปลูกขึ้นมาอีกเล็กน้อย
การคัดเลือกพันธุ์มะนาว
มะนาวที่จะนำมาปลูกต้องพิจารณาถึงขนาดของผล ปริมาณน้ำต่อผลการปฏิบัติดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อโรค และแมลงและให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งพันธุ์ที่แนะนำได้แก่ มะนาวน้ำหอม มะนาวตาฮิติ มะนาวหนังคันธุลี ส่วนมะนาวแป็นรำไพ ให้ผลดีเช่นกันแต่เป็นโรคแคงเกอร์มากกว่า
นำต้นมะนาวจากกิ่งตอนหรือต้นปักชำ
ต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงเอามาปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์ที่จัดเตรียมไว้แล้ว ควรมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ 1-3 วันต่อครั้ง นอกจากนี้ควรแสริมปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูกแล้วใส่หลังจากปลูกทุก 1-2 เดือน อัตรา 1 ช้อนแกง ต่อต้น ส่วนในระยะบังคับให้ออกดอกติดผลควรใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น หลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อมะนาวอายุได้ 8 เดือน หรือ 1 ปีขึ้นไป ให้เริ่มบังคับมะนาวให้ออกดอก ติดผลตามต้องการ
การปลิดดอก และผลมะนาวที่ออกในฤดูกาล
หลังจากปลูกมะนาวในวงบ่อได้ประมาณ 6 เดือน มะนาวบางพันธุ์อาจมีการออกดอกติดผลบ้างเล็กน้อย ก่อนถึงช่วงบังคับให้มะนาวออกดอกติดผลในเดือน กันยายน- พฤศจิกายน มะนาวที่ออกดอกก่อนหน้านี้ ควรเด็ดออก หรือปลิดออกทั้งหมด
การคลุมโคนต้นด้วยพลาสติก
ก่อนถึงช่วงบังคับให้มะนาวออกดอกติดผลนอกฤดูกาล ประมาณ 1 เดือน เช่นบังคับให้มะนาวออกดอกในเดือน กันยายนหรือเดือนตุลาคม ให้ผู้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์งดให้น้ำ ในเดือนสิงหาคม หรือเดือนกันยายน แล้วนำพลาสติก (ผ้าพลาสติกกันฝน) มาคลุมปากวงบ่อด้านโคนต้นไม่ให้น้ำซึมลงไปในดินปลูกภายในวงบ่อ ได้ประมาณ 15-30 วัน ใบมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จะเริ่มเหี่ยวหรือใบร่วง แตกต่างกันในแต่ละพันธุ์
การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์
ควรจะเก็บเกี่ยวผลผลิต เฉพาะช่วงนอกฤดูหรือช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้มะนาวออกดอกติดผลอยู่บนต้นตลอดปี มะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์จะทรุดโทรมเร็วกว่าปกติ
เมื่อสังเกตเห็นมะนาวขาดน้ำ มีใบเหี่ยว หรือใบร่วงมากแล้ว ให้นำพลาสติกคลุมโคนต้นออก แล้วดำเนินการให้น้ำและปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อต้น เมื่อมะนาวมีการออกดอกและติดผลแล้ว ควรมีการให้น้ำและปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นและผลมะนาวตามปกติ จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผิตในช่วงฤดูแล้ง
การเก็บเกี่ยว
หลังจากมะนาวออกดอกติดผล ได้ประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถจะเก็บเกี่ยวผลผลิตสู่ตลาดได้ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ถ้าเป็นมะนาวน้ำหอม มะนาวพันธุ์นี้จะมีน้ำตั้งแต่ผลเล็กๆ ผู้ปลูกสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 3-4 เดือน ถ้าสังเกตมะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ มีการติดผลมาก (ผลดก) เมื่อถึงช่วงอายุเก็บเกี่ยวแล้วควรดำเนินการเก็บเกี่ยวสู่ตลาดเลย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้บนต้นนานๆ ต้นมะนาวจะต้องใช้อาหารมาเลี้ยงหรือบำรุงผลมะนาว เป็นเวลานานกว่าปกติ ต้นมะนาวอาจทรุดโทรมได้ง่าย และควรระมัดระวัง อย่าให้กิ่งฉีกหัก และผลมะนาวช้ำ จะวางตลาดได้ไม่นาน
การตัดแต่งกิ่ง
หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตมะนาวนอกฤดูกาล(มะนาวหน้าแล้ง) หมดแล้ว ควรมีการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก กิ่งที่แตกกิ่งไม่เป็นระเบียบ กิ่งที่เป็นโรคหรือกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออก
การใส่ปุ๋ยและเพิ่มดิน
การใส่ปุ๋ยและเพิ่มดินปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตและตัดแต่งกิ่งมะนาว ที่ปลูกในวงบ่อแต่ละปีแล้ว ควรนำดินร่วนผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ที่สลายตัวแล้ว 1 ส่วนผสมให้เข้ากันดีแล้วนำมาใส่เพิ่มในวงบ่อให้เต็มปากบ่อ มีลักษณะพูนขึ้นมาเล็กน้อย และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1.5 ช้อนแกง ต่อต้น รดน้ำดูแลรักษามะนาวในวงบ่อซีเมนต์ให้สมบูรณ์ แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อบังคับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป
สำหรับท่านที่มีพื้นที่บริเวณบ้าน หรือบริเวณสวนหลังบ้าน ไม่มากนักและมีความสนใจอยากจะทดลองปลูกมะนาวนอกฤดูกับเขาบ้าง ก็ลองศึกษาองค์ความรู้ที่ได้เล่าไปแล้วข้างต้นและนำไปปฏิบัติดูนะครับ
ที่มา : นาย สายัณห์ ปิกวงศ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 24 มีนาคม 2551
ป้ายกำกับ: การปลูก, นอกฤดู, มะนาว